ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวรวงข้าว

นอกจากในเดือนมีนาคมนี้จะมีดาวหางสว่างผ่านเข้ามาให้ชาวไทยได้เห็นแล้ว ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2556 นี้ยังมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวรวงข้าว หรือเรียกอีกอย่างว่า ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวสไปกา ปรากฏการณ์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันที่ 28 มีนาคม 2556

ซึ่งในวันนี้ตรงกับดวงจันทร์แรม 1 ค่ำ ซึ่งมีความสว่างมาก แต่ดาวรวงข้าวก็เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดของกลุ่มดาวหญิงสาว และยังเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างเป็นลำดับที่ 15 ในท้องฟ้ายามค่ำคืนอีกด้วย

ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวฤกษ์เกิดขึ้นจากการเรียงตัวของดวงจันทร์ขณะเคลื่อน ที่ไปอยู่ระหว่างโลกกับดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้บริเวณเส้นสุริยวิถี ซึ่งทำให้ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่บนพื้นโลกมองเห็นดวงจันทร์เคลื่อนที่เข้าไป บังดาวฤกษ์ที่อยู่ในแนวทางการเคลื่อนของดวงจันทร์ และสามารถเปรียบเทียบได้กับการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา โดยเปลี่ยนจากที่ดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บังมาเป็นดวงจันทร์บังดาวฤกษ์ แต่เนื่องจากว่าดาวฤกษ์อยู่ไกลออกไปมากจนเห็นเป็นแค่จุด เมื่อดาวฤกษ์ถูกดวงจันทร์บังจะหายเข้าไปอยู่ด้านหลังของดวงจันทร์ โดยช่วงที่เริ่มเกิดการบังกันมีเวลาแค่เพียงไม่กี่วินาที และเมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์ ดาวรวงข้าวจะออกจากด้านหลังของดวงจันทร์ทันทีที่ขอบด้านบนของดวงจันทร์ ซึ่งใช้เวลาไม่กี่วินาที

 

ตารางการเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวรวงข้าว

จังหวัด

เวลาขึ้น-ตก ของดวงจันทร์

เวลาเริ่มบัง-เวลาออก

หมายเหตุ

ขึ้น

ตก

เริ่ม

สินสุด

เชียงราย

19:34

06:37

19:41

20:38

-

เชียงใหม่

19:36

06:41

19:41

20:38

-

อุบลราชธานี

19:09

06:19

19:41

20:40

-

กรุงเทพมหานคร

19:25

06:38

19:41

20:40

-

ประจวบคีรีขันธ์

19:27

06:42

19:43

20:40

-

สงขลา

19:20

06:42

19:47

20:40

-

 


           เส้นทางของการเคลื่อนที่ของดาวสไปกาขณะผ่านด้านหลังดวงจันทร์ขณะเกิด ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวรวงข้าว ในวันที่ 28 มีนาคม 2556 เมื่อผู้สังเกตอยู่ที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ อุบลราชธานี กรุงเทพมหานคร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา

 

 

         ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวรวงข้าวครั้งนี้ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ในประเทศ ไทยสามารถทำการสังเกตปรากฏการณ์ได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งจะเกิดในเวลาที่ไล่เลี่ยกันตามตารางการเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาว รวงข้าว ปรากฏการณ์จะเกิดขึ้นหลังจากที่ดวงจันทร์โผล่พ้นจากขอบฟ้าขึ้นมาไม่นาน โดยขณะนั้นดวงจันทร์อยู่สูงจากขอบฟ้าประมาณ 3 องศา ซึ่งในบางภูมิภาคอาจจะมีเมฆตรงขอบฟ้า หรืออาจมีภูเขาบังอยู่ อาจทำให้พลาดการสังเกตในช่วงแรกๆ ไป แต่ก็ยังสามารถสังเกตในช่วงสิ้นสุดปรากฏการณ์ ดวงจันทร์จะอยู่สูงจากขอบฟ้าประมาณ 17 องศา ในการสังเกตปรากฏการณ์ทำให้ผู้สังเกตเห็นการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ได้อย่าง ชัดเจน ดวงจันทร์ใช้ระยะเวลาในการบังดาวรวงข้าวครั้งนี้ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง

 

         ผู้สังเกตการณ์สามารถสังเกตปรากฏการณ์นี้ได้ทางทิศตะออก เฉียงไปทางใต้ประมาณ 10 องศา จากทิศตะวันออก และเพื่อเพิ่มความสนุกในการสังเกตปรากฏการณ์ครั้งนี้ ผู้สังเกตควรมีอุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการสังเกต เช่น กล้องสองตา กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก หรืออุปกรณ์ทางดาราศาสตร์อื่น ๆ และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ก็สามารถเก็บความประทับใจ ปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้ โดยสามารถใช้กล้องถ่ายภาพกับเลนส์เทเลโฟโต้ และที่ขาดไม่ได้คือขาตั้งกล้องกับสายลั่นชัตเตอร์ และอย่าลืมเตรียมพร้อมก่อนการถ่ายภาพทุกครั้ง

 

         ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวรวงข้าวในปี พ.ศ.2556 นี้จะเกิดบนท้องฟ้าของประเทศไทยถึง 4 ครั้ง และในครั้งนี้เป็นโอกาสเดียวของการสังเกตการณ์ที่อยู่ในประเทศไทยเนื่อง จากว่าอีก 3 ครั้ง เกิดขึ้นในช่วงกลางวันทั้งหมด คือ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2556, วันที่ 12 สิงหาคม 2556 และครั้งสุดท้ายในของปีนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2556

 

ตารางการเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวรวงข้าว

วันที่ เดือน

เวลาเกิดปรากฏการณ์

หมายเหตุ

เริ่ม

สิ่นสุด

22 พฤษภาคม 2556

15:47

16:41

เกิดช่วงกลางวัน

12 สิงหาคม 2556

15:25

16:46

เกิดช่วงกลางวัน

2 พฤศจิกายน 2556

14:54

15:43

เกิดช่วงกลางวัน

 

เกี่ยวกับดาวรวงข้าว

          ดาวรวงข้าวเป็นดาวฤกษ์ยักษ์สีฟ้า มีความสว่างเป็นลำดับที่ 15 ในท้องฟ้าในยามค่ำคืน ดาวสไปกาเป็นดาวคู่แบบใกล้ชิดไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรนศ์ทุกขนาด นักดาราศาสตร์ได้ทำการศึกษาระบบดาวนี้โดยการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ในโคจร ของดาวคู่นี้ ซึ่งเกิดจากการเลื่อนดอปเปลอร์ (Doppler shift) ในเส้นสเปกตรัมที่ดูดกลืน เกิดเป็นเส้นสเปกตรัมคู่ ทำให้เป็นระบบดาวคู่แบบสเปกโทรสโคปิค (Spectroscopic binary) โดยดาวหลักของระบบนี้เป็นดาวยักษ์สีฟ้ามีสเปกตรัมชนิดบี (B) มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 10 เท่า มีรัศมีใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 7 เท่า มีค่าความสว่างของดาวมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 12,100 เท่า และยังพบว่าดาวดวงนี้เป็นดาวแปรแสงชนิดดาวเบต้า เซฟีไอ (Beta Cephei) อีกดวง ส่วนคู่ของดาวสไปกามีค่าความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึง 8 เท่า ระบบดาวคู่นี้อยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 260 ปีแสง ถือได้ว่าเป็นดาวฤกษ์อีกดาวหนึ่งที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด

 

ประโยชน์ของปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวฤกษ์

          นอกจากนี้นักดาราศาสตร์ได้ใช้ประโยชน์ของการบังกันระหว่างดวงจันทร์กับดาว ฤกษ์นี้เพื่อใช้ศึกษาบรรยาของดาวฤกษ์ที่ถูกบัง และยังสามารถใช้ในการศึกษาระดับของหลุมและภูเขาบนดวงจันทร์ กรณีที่เป็นการบังแบบเฉียดผิวของดวงจันทร์ได้อีกด้วย

 

 

กรกมล ศรีบุญเรือง

เจ้าหน้าที่สารสนเทศทางดาราศาสตร์อาวุโส

สำนักบริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์