นาซาแถลงข่าวการค้นพบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงโลกที่อาจมีสิ่งมีชีวิตถึงเจ็ดดวง โคจรรอบดาวแคระแดง

Share

23 กุมภาพันธ์ 2560 

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ  หรือ นาซา แถลงข่าวการค้นพบดาวเคราะห์หินถึงเจ็ดดวงที่ใกล้เคียงกับโลก โคจรรอบดาวแคระแดงแทรพพิสต์-วัน (TRAPPIST-1) ซึ่งห่างจากโลก 39 ปีแสง อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ 

 

        ภาพจำลองเมื่อยืนอยู่บนพื้นผิวของดาวแทรพพิสต์-วันเอฟ(TRAPPIST-1f) แสดงให้เห็นถึงดาวแคระแดงที่เย็นและแดงกว่าดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบที่อาจจะใหญ่ใกล้เคียงกับดวงจันทร์ของโลก (เครดิตภาพ : NASA/JPL-Caltech)

        นายมติพล  ตั้งมติธรรม  ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ กล่าวว่า ข่าวการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (exoplanet) มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากย้อนกลับไปจะพบว่ามีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกเมื่อ 25 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเรามีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ยืนยันแล้ว 3,449 ดวง และรอการยืนยันอีกกว่า 4,696 ดวง ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ค้นพบส่วนมากจัดเป็นประเภทดาวยักษ์แก๊ส ในจำนวนนี้เป็นดาวเคราะห์หินใกล้เคียงกับโลกมากกว่า 348 ดวง การค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตอาจจะไม่ใช่สิ่งที่หายากและมีเพียงแค่บนโลกของเราอีกต่อไป การค้นพบระบบอื่นและโลกอื่นที่มีดาวเคราะห์หินโคจรอยู่ ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่อาจจะมีชีวิตอาศัยอยู่ และในไม่ช้าเราอาจจะค้นพบดาวเคราะห์หินที่มีหลักฐานของสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

         การค้นพบครั้งนี้ นาซาเปิดเผยว่า นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์หินที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกถึง 7 ดวง โคจรอยู่ในระบบดาวฤกษ์ดวงเดียว ซึ่งยังพบอีกว่า ดาวเคราะห์ 3 ดวงในดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงนี้อยู่ในช่วงที่เรียกว่า “habitable zone” หรือโซนที่เอื้อต่อการมีชีวิต นิยามโดยระยะห่างที่เหมาะสมจากดาวฤกษ์ที่พอจะมีน้ำอยู่ในสถานะของเหลว ไม่ใกล้จนเกินไปจนรังสีจากดาวฤกษ์แผดเผาและระเหยน้ำในมหาสมุทรออกไปหมด แต่ก็ยังไม่ไกลเกินไปจนดาวเคราะห์กลายเป็นดาวน้ำแข็งที่ไร้ซึ่งชีวิต อย่างไรก็ตามเรายังไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับองค์ประกอบของดาวเคราะห์เหล่านี้ที่จะบอกได้ว่ามีน้ำหรือชีวิตบนดาวเคราะห์เหล่านั้น

        การค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในปัจจุบัน ส่วนมากใช้วิธีตรวจวัดการหรี่ลงของแสง เมื่อดาวเคราะห์มีการเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ (Transit) เมื่อเวลาผ่านไปและดาวเคราะห์เหล่านี้ได้โคจรมาบังแสงของดาวฤกษ์อีกครั้งหนึ่ง จึงสามารถยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้ พร้อมทั้งสามารถวัดคาบการโคจร ซึ่งบอกถึงระยะห่างจากดาวฤกษ์ได้อีกด้วย นอกจากนี้เราก็ยังสามารถทราบขนาดของดาวเคราะห์ได้จากสัดส่วนของแสงของดาวฤกษ์ที่หรี่ลงระหว่างเกิดการบังกัน

        สำหรับดาวฤกษ์ในระบบแทรพพิสต์-วัน (TRAPPIST-1) จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระแดง (Red Dwarf) ดาวแคระแดงเป็นดาวฤกษ์มวลน้อย มีอุณหภูมิพื้นผิวที่ต่ำมาก และมีความสว่างน้อย อย่างไรก็ตาม ดาวดวงนี้จะมีความสว่างในช่วงอินฟราเรดมากกว่ามาก จึงเหมาะกับการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ที่ทำงานในช่วงคลื่นอินฟราเรดในการสังเกต ถึงแม้ว่าดาวแคระแดงจะมีขนาดเล็ก แต่ด้วยอัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่ต่ำแล้ว ทำให้ดาวแคระแดงเหล่านี้มีอายุขัยที่นานมาก และดาวแคระแดงเหล่านี้จะยังคงลุกสว่างอยู่ต่อไปอีกหลายหมื่นล้านปีหลังจากที่ดวงอาทิตย์ของเราดับไปแล้ว ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำของแทรพพิสต์-วัน (TRAPPIST-1) ทำให้ช่วงที่เอื้อต่อการมีชีวิต (habitable zone) อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้เป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงที่ค้นพบนี้มีระยะวงโคจรที่ใกล้กับดาวแทรพพิสต์-วัน (TRAPPIST-1) มากกว่าวงโคจรของดาวพุธรอบๆ ดวงอาทิตย์ เหตุดังกล่าว ทำให้ดาวเคราะห์เหล่านี้อยู่ใกล้กันเป็นอย่างมาก หากเราไปยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบดาวดวงนี้ เราจะสามารถมองเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ รวมไปถึงเมฆและสภาพลมฟ้าอากาศของดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะได้ และในบางช่วงดาวเคราะห์เหล่านี้อาจจะมีขนาดปรากฏบนดาวเคราะห์ดวงอื่นใหญ่กว่าขนาดปรากฏของดวงจันทร์บนโลก 

        ด้วยระยะห่างที่ใกล้กับดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์บางดวงอาจจะอยู่ในสภาวะไทดัลล๊อค (tidal lock) หมายถึง แรงไทดัลจากดาวฤกษ์จะดึงให้ดาวเคราะห์เหล่านี้หันด้านเดียวไปหาดาวฤกษ์เสมอ เช่นเดียวกับที่ดวงจันทร์ของโลกหันด้านเดิมมาหาโลกเสมอ ทำให้ดาวเคราะห์เหล่านี้อาจจะมีอุณหภูมิด้านมืดและด้านสว่างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ด้านสว่างอาจจะมีอุณหภูมิที่อุ่นเพียงพอที่จะมีมหาสมุทรภายใต้ดาวฤกษ์ที่ไม่เคยลับขอบฟ้า ในขณะที่ด้านมืดอาจจะเป็นโลกน้ำแข็งที่อยู่ในรัตติกาลอันไม่มีที่สิ้นสุด

        อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะทางที่ไกลถึง 39 ปีแสง มนุษย์ยังไม่มีแผนที่จะเดินทางไปยังระบบดาวเคราะห์นี้ในเร็ววันนี้ หากเราสามารถเดินทางได้เร็วเท่ากับแสง เรายังต้องใช้เวลาถึง 39 ปี และหากเราพยายามจะเดินทางไประบบดาวเคราะห์นี้ด้วยความเร็วของเครื่องบินเจ็ท เราจะต้องใช้เวลาถึงกว่าสี่ล้านปี

        ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีขนาดคล้ายโลกพร้อม ๆ กัน ถึง 7 ดวง ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจเพราะบ่งบอกว่ายังมีอะไรให้เราค้นพบและศึกษาอีกมาก ในอนาคตการส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศขึ้นไป เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์อินฟาเรด ที่นาซาวางแผนส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 2561 มีภารกิจในการสังเกตการณ์วัตถุอันห่างไกลในเอกภพ ก็จะสามารถศึกษาบรรยากาศของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ และเมื่อเราทราบองค์ประกอบสำคัญ อย่างเช่น ก๊าซออกซิเจน มีเทน หรือ โมเลกุลสำคัญอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดจากสิ่งมีชีวิต จะทำให้เราทราบว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่หรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการค้นพบหรือยืนยัน  ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่มีการค้นพบ ก็ถือเป็นโอกาสดีที่นักดาราศาสตร์จะได้ค้นพบระบบสุริยะขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากโลก และอาจทำให้เราเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ในเอกภพได้ดียิ่งขึ้น ว่ามีที่ใดบ้างที่เหมือนกับโลกของเรา

 

ภาพจำลองดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวง

เครดิตภาพ : NASA/JPL-Caltech

 

กราฟแสดงการลดลงของแสงเมื่อดาวเคราะห์ทั้ง 7 โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์แทรพพิสต์-วัน (TRAPPIST-1)

ภาพจาก : www.skyandtelescope.com/astronomy-news/dim-star-has-seven-earth-size-planets-2202201723/

 

ภาพจำลองขนาดวงโคจรของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะทั้ง 7  ดวง 

เปรียบเทียบกับวงโคจรดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี และ วงโคจรของดาวพุธ

ภาพจาก : www.skyandtelescope.com/astronomy-news/dim-star-has-seven-earth-size-planets-2202201723/

 

 

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

โทร. 053-225569 ต่อ 210 , 081-8854353 โทรสาร 053-225524

E-mail: [email protected]     Website : www.narit.or.th

Facebook : www.facebook.com/NARITpage

Twitter : @N_Earth ,  Instagram : @NongEarthNARIT

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313