แผนที่ดาวโบราณใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก”: ตอนที่ 8

Share

แผนที่ดาวโบราณใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก”: ตอนที่ 8

ผู้เรียบเรียงบทความชุดนี้สนใจในประเด็นเกี่ยวกับวิวัฒนาการและความเป็นมาของแผนที่ดาวใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” จึงได้เรียบเรียงบทความชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ทรงกลมท้องฟ้า” (Celestial Sphere) มาก่อน โดยสามารถอ่านได้ตามลิงก์ต่อไปนี้

ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ของโครงการ LESA

http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/LESA212/1/celestial_sphere/celestial/celestial.html

 

เอกสารวิชาดาราศาสตร์ ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

http://www.mwit.ac.th/~astronomy/astro_m4/lesson2.pdf

 

----------------------------------------------------

 

แผนที่ดาวโบราณของเวียดนาม

 

9. แผนที่ดาวโบราณกับหอดูดาวหลวงในเวียดนาม

 

การทำแผนที่ดาวโบราณของเวียดนาม นับเป็นหนึ่งในหน้าที่ของหอดูดาวหลวง ซึ่งเคยมีอยู่ในช่วงราชวงศ์ลี้ (Nhà Lý, อักษรฮ้านโนม: 家李 ราชวงศ์ที่ปกครองเวียดนามในช่วง ค.ศ.1009-1225) ซึ่งนักดาราศาสตร์หลวงในหอดูดาวหลวงแห่งราชวงศ์ลี้ มีหน้าที่สังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว เพื่อทำปฏิทิน แผนที่ดาว และทำนายการเกิดสุริยุปราคา-จันทรุปราคา

 

เมื่อเข้าสู่สมัยราชวงศ์เหงวียน (Nhà Nguyễn, อักษรฮ้านโนม: 阮朝 ราชวงศ์ที่ปกครองเวียดนามในช่วง ค.ศ.1802-1945) ซึ่งกรุงเฮว้ (Huế หรือที่ในเอกสารประวัติศาสตร์ฝั่งไทยเรียก “เว้”) เป็นเมืองหลวงของเวียดนามในช่วงก่อนที่เวียดนามจะเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งในปี ค.ศ.1827 ในรัชสมัยจักรพรรดิมิญหมั่ง (Minh Mạng ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ของสยาม) ได้มีการสร้างหอดูดาว “กวานเตื่องด่าย” (Quan Tượng Đài) ขึ้นบนป้อมนามมิญ (Nam Minh)  ป้อมปราการตรงหัวมุมกำแพงเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเฮว้ 

 

หอดูดาวกวานเตื่องด่ายเป็นหอดูดาวหลวง เพื่อสังเกตการณ์ทางด้านอุตุนิยมวิทยาและดาราศาสตร์ สำหรับพยากรณ์สภาพอากาศ ทำปฏิทินและแผนที่ดาว ก่อนที่หอดูดาวฝู่เหลียน (Phù Liễn Observatory) จะถูกสร้างในตอนเหนือของเวียดนาม เมื่อปี ค.ศ.1902 และใช้เป็นหอดูดาวหลักของเวียดนามในช่วงที่เป็นอาณานิคมฝรั่งเศส หอดูดาวกว่านเตื่องด่ายถูกทิ้งให้ทรุดโทรมจนกระทั่งได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ ในช่วง ค.ศ.2012-2013

 

น่าเสียดายที่เวียดนามไม่มีตัวอย่างแผนที่ดาวโบราณเลย แม้ว่าจะมีหอดูดาวหลวงที่มีหน้าที่จัดทำแผนที่ดาว อาจเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์เวียดนามที่ผ่านสงครามบ่อยครั้ง จนแผนที่ดาวโบราณเสียหาย สูญหายและยังไม่มีการค้นเจอ หรือหากยังคงเหลืออยู่ ก็ยังไม่ได้ศึกษากันแพร่หลายนัก

 

รูปที่ 104 ภาพถ่ายโดย พิสิฏฐ นิธิยานันท์, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

(อธิบายรูป) หอดูดาวกวานเตื่องด่าย เมืองเฮว้ ภาคกลางของเวียดนาม ถ่ายภาพเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.2016 

 

 

10. ภาพรวมของแผนที่ดาวโบราณในวงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก (ช่วงแรก)

 

“แผนที่ดาว” เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูดาวและสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ที่ใช้มนุษย์กันมาต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยโบราณ มาสู่แผนที่ดาวแบบแผ่นหมุน หรือ App แผนที่ดาวในโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone ในปัจจุบัน ซึ่งแผนที่ดาวในสมัยโบราณในแต่ละภูมิภาคบนโลก ก็มีวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับดาราศาสตร์พื้นบ้านในแต่ละภูมิภาคด้วย

 

สำหรับวงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก (กลุ่มดินแดนที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม) นั้น กลุ่มดาวโบราณในดินแดนแถวนี้ มีลักษณะร่วมกัน และลักษณะที่ต่างกัน ดังนี้

 

ลักษณะร่วมกัน: 

 

- กลุ่มดาวในแผนที่ดาวโบราณของดินแดนแถบนี้ ก่อนดาราศาสตร์สมัยใหม่จากตะวันตกจะเข้ามา มักเป็นกลุ่มดาวพื้นบ้านของจีน

- วิวัฒนาการของแผนที่ดาวโบราณในดินแดนแถบนี้ มักเริ่มจากในสุสาน ก่อนพัฒนาเป็นแผนที่ดาวที่ทำลงแผ่นวัสดุต่างๆ หรือลูกทรงกลมท้องฟ้า 

- การทำแผนที่ดาวโบราณ เป็นหนึ่งในหน้าที่ของหอดูดาวหลวงในดินแดนแถบนี้

 

ลักษณะที่ต่างกัน:

- การเข้ามาดาราศาสตร์ตะวันตกในจีน เกาหลี และญี่ปุ่นมีรูปแบบแตกต่างกันไป ทำให้อิทธิพลของดาราศาสตร์ตะวันตกต่อแผนที่ดาวมีความแตกต่างกันไปด้วย

 

10.1 ลักษณะร่วมของแผนที่ดาวโบราณในวงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก

 

1) กลุ่มดาวในแผนที่ดาวโบราณของดินแดนแถบนี้ ก่อนดาราศาสตร์สมัยใหม่จากตะวันตกจะเข้ามา มักเป็นกลุ่มดาวพื้นบ้านของจีน 

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ระบบกลุ่มดาวนักษัตรทั้ง 28 กลุ่มของเอเชียตะวันออก (28 Lunar Mansions)

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2255-eastasia-starchart-03

 

ตัวอย่างแผนที่ดาวที่เก่าที่สุด ที่บ่งชี้ว่าดินแดนใกล้เคียงได้รับระบบกลุ่มดาวนักษัตรทั้ง 28 จากดาราศาสตร์พื้นบ้านของจีน ได้แก่

 

เกาหลี: จิตรกรรมฝาผนังในกลุ่มสุสานโคกู-รยอ (คริสตศตวรรษที่ 5-6)

ญี่ปุ่น: ภาพวาดแผนที่ดาวในสุสานทากามัตสึซึกะ และสุสานคิโตระ (ปลายคริสตศตวรรษที่ 7 - ต้นคริสตวรรษที่ 8)

 

ทางเอเชียตะวันออกใช้เส้นเมริเดียน (Meridian: เส้นสมมติที่ลากในแนวเหนือ-ใต้) แบ่งท้องฟ้าออกเป็น 28 โซน ตามกลุ่มดาวนักษัตรทั้ง 28 แต่ละโซนจะมีพื้นที่ไม่เท่ากัน ขณะที่ในดาราศาสตร์ตะวันตก จะใช้เส้นเมริเดียนแบ่งท้องฟ้าเป็นพื้นที่เท่ากัน 

 

รูปที่ 105

(อธิบายรูป) ภาพแสดงตัวอย่างแผนที่ซีกฟ้าเหนือจากแผนที่ดาวพื้นบ้านในเอเชียตะวันออก จะเห็นได้ว่าแผนที่ดาวทั้ง 3 มีกลุ่มของเส้นเมริเดียน ที่ปรากฏเป็นเส้นต่างๆในแนวรัศมี ซึ่งแบ่งท้องฟ้าออกเป็นโซนต่างๆ ที่มีพื้นที่ไม่เท่ากัน

ภาพซ้าย: จีน - แผนที่ดาวซูโจว สลักขึ้นในปี ค.ศ.1247 (ราชวงศ์ซ่ง)

ภาพกลาง: เกาหลี - แผนที่ดาวช็อนซังย็อลชาบู-นยาจีโด สลักขึ้นในปี ค.ศ.1395 (สมัยโชซ็อน)

ภาพขวา: ญี่ปุ่น - แผนที่ดาวเท็มมงบุนยาโนซึ ทำขึ้นในปี ค.ศ.1677 (ยุคเอโดะ)

 

รูปที่ 106

(อธิบายรูป) แผนที่ซีกฟ้าใต้จาก “แผนที่ซีกฟ้าของดือเรอร์” (Dürer’s Hemisphere) ที่อัลเบรชท์ ดือเรอร์ จิตรกรชาวเยอรมันทำขึ้น ที่เมืองเนือร์นแบร์ก (Nürnberg) ของเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ.1515 ถือเป็นแผนที่ดาวที่พิมพ์ขึ้นมาเป็นฉบับแรกของทางยุโรป จะเห็นได้ว่าใช้เส้นเมริเดียนแบ่งท้องฟ้าออกเป็นโซนที่มีพื้นที่เท่ากัน

ที่มาของภาพแผนที่ซีกฟ้าของดือเรอร์: http://www.ianridpath.com/startales/durer.htm

 

2) วิวัฒนาการของแผนที่ดาวโบราณในดินแดนแถบนี้ มักเริ่มจากในสุสาน ก่อนพัฒนาเป็นแผนที่ดาวที่ทำลงแผ่นวัสดุต่างๆ หรือลูกทรงกลมท้องฟ้า

 

แผนที่ดาวที่ปรากฏในสุสานนั้น มีทั้งในรูปของการเรียงวัสดุเป็นรูปกลุ่มดาวไว้ใกล้พื้นที่วางศพ,  การสกัดแผ่นหินให้เป็นร่องรูปถ้วยเรียงตัวเป็นรูปกลุ่มดาว, รูปดวงดาว กลุ่มดาว หรือแผนที่ดาวตามฝาผนังหรือเพดานสุสาน และรูปกลุ่มดาวบนข้าวของที่ฝังลงไปในสุสาน

 

(อธิบายแผนที่) แผนที่แสดงตัวอย่างแผนที่ดาวโบราณตามสุสาน ในแถบเอเชียตะวันออก

 

เมื่อเวลาผ่านไป แผนที่ดาวก็ถูกพัฒนาเป็น 2 รูปแบบ

 

- แผนที่ดาวที่ทำลงบนวัสดุต่างๆ เช่น ผ้าไหม, กระดาษ (ผืนแผนที่ดาว หรือแผนที่ดาวที่ปรากฏบนหน้ากระดาษในตำราโบราณ), แผ่นหิน หรือทองเหลือง

 

- ลูกทรงกลมท้องฟ้า แบ่งเป็น

 

ลูกทรงกลมท้องฟ้าแบบวงล้อ (Armillary Sphere)

จำลองเส้นสมมติสำคัญต่างๆทางดาราศาสตร์บนท้องฟ้า เช่น เส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า เส้นสุริยวิถี เป็นต้น และสามารถใช้เล็งวัตถุท้องฟ้า หรือทำการวัดมุมได้อีกด้วย

 

ลูกทรงกลมท้องฟ้าแบบแสดงกลุ่มดาว (Celestial Globe) 

แสดงกลุ่มดาวบนซีกฟ้าทั้งส่วนที่อยู่เหนือขอบฟ้า และใต้ขอบฟ้าจนเป็นลูกทรงกลม ใช้แสดงว่าบนท้องฟ้าจะมีกลุ่มดาวอะไรบ้าง ในวันเวลาที่ต้องการ

 

(อธิบายแผนที่) แผนที่แสดงตัวอย่างแผนที่ดาวโบราณที่พัฒนาเป็น แผนที่ดาวที่ทำลงบนวัสดุต่างๆ และลูกทรงกลมท้องฟ้า

 

3) การทำแผนที่ดาวโบราณ เป็นหนึ่งในหน้าที่ของหอดูดาวหลวงในดินแดนแถบนี้

 

“หอดูดาวหลวง” เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อราชสำนักหรือรัฐบาลกลาง ซึ่งมี “นักดาราศาสตร์หลวง” ทำงานอยู่ เพื่อสังเกตการณ์ท้องฟ้าทั้งในด้านดาราศาสตร์และอุตุนิยมวิทยา ทำปฏิทิน แผนที่ดาว ทำนายการเกิดสุริยุปราคา-จันทรุปราคา และอาจรวมถึงภูมิศาสตร์ แล้วส่งบันทึกการสังเกตการณ์ แผนที่ดาว และปฏิทินให้แก่ราชสำนัก หรือรัฐบาล

 

ในจีนสมัยโบราณ มีความเชื่อว่าปรากฏการณ์ท้องฟ้า สัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆบนโลก เช่น หากอยู่ๆก็มีดาวหางปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้า อาจจะเกิดเหตุการณ์สำคัญบางอย่างตามมา อย่าง สงครามใหญ่ และท้องฟ้าเบื้องบนมีฐานะเป็น “สวรรค์” ขณะที่องค์จักรพรรดิ (ฮ่องเต้) มีฐานะเป็น “โอรสสวรรค์” (Son of Heaven) ได้รับอาณัติจากสวรรค์ให้มาปกครองแผ่นดิน ดังนั้น องค์จักรพรรดิจึงต้องแสดงให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับสวรรค์ และรักษาไว้ซึ่งอาณัติสวรรค์ ผ่านการทำนายปรากฏการณ์ท้องฟ้าได้อย่างแม่นยำ 

 

ราชสำนักจึงต้องมี “นักดาราศาสตร์หลวง” คอยสังเกตการณ์ท้องฟ้า บันทึกตำแหน่งของดวงดาว การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ บันทึกเรื่องปรากฏการณ์ท้องฟ้าอย่างการปรากฏของดาวหาง สุริยุปราคา-จันทรุปราคา รวมไปถึงการทำปฏิทิน (Calendar) และปฏิทินรายปีซึ่งทำนายปรากฏการณ์ท้องฟ้าล่วงหน้าไว้ (Astronomical Almanac) 

 

ปฏิทินรายปีที่ทำนายปรากฏการณ์ท้องฟ้า เป็นสิ่งที่ใช้อ้างถึงความสัมพันธ์ระหว่างสวรรค์ (ท้องฟ้า) กับองค์จักรพรรดิ แต่หากทำนายปรากฏการณ์ท้องฟ้าอย่าง สุริยุปราคา-จันทรุปราคาผิดพลาดแล้ว จะส่งผลให้ความชอบธรรมขององค์จักรพรรดิในฐานะ “โอรสสวรรค์” เสื่อมลง และเปิดโอกาสให้ศัตรูทางการเมืองก่อความวุ่นวายได้ ขณะที่หากเกิดการเปลี่ยนราชวงศ์ ก็มีความเชื่อว่าสวรรค์เข้าแทรกแซง ส่ง “อาณัติสวรรค์” ในการปกครองแผ่นดินจากราชวงศ์เดิมสู่ราชวงศ์ใหม่ที่เหมาะสมกว่า 

 

ดังนั้น ตำแหน่ง “นักดาราศาสตร์หลวง” จึงเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงและความรับผิดชอบสูง เพราะมีผลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมือง มีบทลงโทษและผลกระทบอย่างรุนแรง หากการทำนายปรากฏการณ์ท้องฟ้าผิดพลาด

 

เมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมจีนแพร่หลายไปยังดินแดนเพื่อนบ้าน คติความเชื่อเรื่อง “โอรสสวรรค์” ของจีนก็ตามไปด้วย จนเกิดตำแหน่ง “นักดาราศาสตร์หลวง” และหน่วยงาน “หอดูดาวหลวง” ในดินแดนเหล่านี้ แต่ในกรณีของญี่ปุ่น “หอดูดาวหลวง” และ “นักดาราศาสตร์หลวง” ขึ้นตรงต่อรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ ไว้ทำการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อทำปฏิทินและแผนที่ดาว โดยไม่เกี่ยวข้องกับคติความเชื่อเรื่อง “โอรสสวรรค์” 

 

(อธิบายแผนที่) แผนที่แสดงหอดูดาวหลวงของดินแดนต่างๆ ในวงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก

- จีน: หอดูดาวโบราณกรุงเป่ย์จิง ทำการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในสมัยราชวงศ์หมิง, ราชวงศ์ชิง (แมนจู) จนถึงตอนต้นของยุคสาธารณรัฐจีน

- เกาหลี: “ควันซังกัม” เป็นหน่วยงานทางดาราศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และภูมิศาสตร์ ในราชสำนักโชซ็อน กำกับดูแลหอดูดาวโบราณ ที่กระจายอยู่ในพระราชวังและตัวเมืองหลวง (ปัจจุบันคือกรุงซออุล (โซล) ของเกาหลีใต้) ปิดตัวในช่วงก่อนที่ญี่ปุ่นจะมาปกครองเกาหลีไม่นาน

- ญี่ปุ่น: หอดูดาวอาซากุสะ เป็นหอดูดาวสำหรับนักดาราศาสตร์หลวง (เท็มมงกาตะ) ที่ทำการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อทำปฏิทินและแผนที่ดาวให้แก่รัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ ก่อนที่หอดูดาวจะปิดตัวในยุคปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นครั้งใหญ่ (การปฏิรูปเมย์จิ)

- เวียดนาม: หอดูดาวกวานเตื่องด่าย หอดูดาวหลวงในราชวงศ์เหงวียนของเวียดนาม ก่อนจะปิดตัวในช่วงที่เวียดนามเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส

 

 

--------------------------------------

เรียบเรียงโดย

พิสิฏฐ นิธิยานันท์

เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์

ศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 

บทความตอนก่อนหน้านี้

ตอนที่ 1: แผนที่ดาวและวงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2246-eastasia-starchart-01

ตอนที่ 2: กลุ่มดาวของจีน (ตอนแรก)

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2249-eastasia-starchart-02

ตอนที่ 3: กลุ่มดาวของจีน (ตอนหลัง)

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2255-eastasia-starchart-03

ตอนที่ 4: แผนที่ดาวโบราณของจีน (ตอนแรก)

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2503-eastasia-starchart-04 

ตอนที่ 5: แผนที่ดาวโบราณของจีน (ตอนจบ)

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2671-eastasia-starchart-05

ตอนที่ 6: แผนที่ดาวโบราณของเกาหลี

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2713-eastasia-starchart-06

ตอนที่ 7: แผนที่ดาวโบราณของญี่ปุ่น

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2730-eastasia-starchart-07