แผนที่ดาวโบราณใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก”: ตอนที่ 4

Share

แผนที่ดาวโบราณใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก”: ตอนที่ 4

ผู้เรียบเรียงบทความชุดนี้สนใจในประเด็นเกี่ยวกับวิวัฒนาการและความเป็นมาของแผนที่ดาวใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” จึงได้เรียบเรียงบทความชุดนี้ขึ้นมา ซึ่งผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ทรงกลมท้องฟ้า” (Celestial Sphere) มาก่อน โดยสามารถได้ที่นี่

ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ของโครงการ LESA

http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/LESA212/1/celestial_sphere/celestial/celestial.html

 

เอกสารวิชาดาราศาสตร์ ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

http://www.mwit.ac.th/~astronomy/astro_m4/lesson2.pdf

 

----------------------------------------------------

 

แผนที่ดาวโบราณของจีน (ตอนแรก)  

 

5. ตัวอย่างแผนที่ดาวโบราณของจีน

 

สำหรับแผนที่ดาวของจีนนั้น นักดาราศาสตร์และนักโบราณคดียังคงถกกันอยู่และค้นหาเพิ่มเติมว่าวัตถุใดที่ถือว่าเป็นแผนที่ดาวที่เก่าแก่ที่สุดของจีน เนื่องจากเครื่องปั้นดินเผาหรือโบราณวัตถุที่ปรากฏรูปร่างของกลุ่มดาว (จะเป็นการแกะสลัก วาดภาพ เจาะรู หรืออื่นๆ) ก็สามารถนับเป็นแผนที่ดาวได้เช่นกัน

 

5.1 แผนที่ดาวของจีนในยุคก่อนประวัติศาสตร์

 

รูปที่ 45 สุสานใน “ซีสุ่ยพัว” (西水坡 / Xīshuǐpō) แหล่งโบราณคดียุคหินใหม่ ในมณฑลเหอหนาน ภาคกลางของจีน นักโบราณคดีพบว่ามีการนำเปลือกหอยมากองกันเป็นรูปร่าง “ดาวกระบวยทางเหนือ” (กลุ่มดาวหมีใหญ่) หรือกระจุกดาวลูกไก่ แต่จะเป็นกลุ่มดาวใดนั้นยังคงไม่เป็นที่แน่ชัด โดยกองเปลือกหอยนี้อยู่ตรงปลายเท้าโครงกระดูกตรงกลางสุสาน นอกจากนี้ ยังคาดการณ์กันว่า สุสานแห่งนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล

[ที่มาของรูป: http://www.cdragon.com.cn/ctRlwkx.asp?newsid=437&page=3 ]

 

รูปที่ 46 ก้อนหินที่มีความยาว 3.1 เมตร ถูกสกัดเป็น “รอยรูปถ้วย” 19 รอยที่สื่อถึงดวงดาวบนท้องฟ้า และมีรูปร่างเป็น “ดาวกระบวยทางเหนือ” (กลุ่มดาวหมีใหญ่) พบที่ ภูเขาไป๋เมี่ยวจื่อซาน (จีนตัวย่อ:白庙子山 จีนตัวเต็ม:白廟子山) เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ทางภาคเหนือของจีน คาดการณ์กันว่าก้อนหินสกัดรูปกลุ่มดาวก้อนนี้ ถูกสกัดขึ้นในช่วงประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล

[ที่มาของรูป: http://www.china.org.cn/english/features/Archaeology/178148.htm ]

 

5.2 แผนที่ดาวของจีนในยุคโบราณ (Ancient China)

 

รูปที่ 47 กล่องเครื่องเขินที่ถูกวาดรูป “ดาวกระบวยทางเหนือ” (กลุ่มดาวหมีใหญ่) และกลุ่มดาวนักษัตรทั้ง 28 ของจีนลงไป พบในสุสานของขุนนางอี่แห่งเจิง (“เจิงโหวอี่”/ 曾侯乙 / Zēng Hóu Yǐ) มณฑลหูเป่ย์ ทางภาคกลางของจีน สุสานและโบราณวัตถุนี้มีอายุอยู่ในราชวงศ์โจว ช่วง 5 ศตวรรษก่อนคริสตกาล

 

5.3 แผนที่ดาวของจีนในสมัยจักรพรรดิจีน (Imperial China)

 

รูปที่ 48 บันทึกบนผ้าไหม ที่พบจากแหล่งโบราณคดีหม่าหวางตุย (จีนตัวย่อ:马王堆 จีนตัวเต็ม:馬王堆 พินอิน: Mǎwángduī) ในเมืองฉางชา ทางภาคกลางของจีน ในบันทึกนี้ แสดงภาพวาดรูปร่างของดาวหางที่แตกต่างกัน 29 รูปแบบ รวมถึงการบันทึกและคาดการณ์ตำแหน่งปรากฏของดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ในช่วง 246-177 ปีก่อนคริสตกาล (ตรงกับช่วงราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮั่น) นับเป็นเอกสารโบราณที่มีการบันทึกถึงวัตถุในระบบสุริยะฉบับแรกๆของจีน ถือว่าเป็นวิวัฒนาการจากเดิมที่มีแต่การบันทึกรูปร่างกลุ่มดาว

 

รูปที่ 49 แผนภาพแสดงลูกทรงกลมท้องฟ้าแบบวงล้อ “หุนเทียนอี๋” (จีนตัวย่อ: 浑天仪จีนตัวเต็ม: 渾天儀) รูปแบบต่างๆ

 

นักโบราณคดีตรวจสอบพบว่าการพัฒนาลูกทรงกลมท้องฟ้าแบบวงล้อยุคแรกๆ ในจีนนั้น เริ่มขึ้นในช่วง 1 ศตวรรษก่อนคริสตกาล โดยอุปกรณ์นี้ในช่วงแรกสุด มีแค่วงล้อเพียงวงเดียว ใช้ในการวัดพิกัดตำแหน่งปรากฏของดาว (มุม “รู่ซิ่วตู้” และ “ชวี่จี๋ตู้” ซึ่งกล่าวถึงในรูปถัดไป) ซึ่งประยุกต์ใช้ในการทำแผนที่ดาวสมัยหลังๆ และตัวลูกทรงกลมท้องฟ้าแบบวงล้อก็มีพัฒนาการจนเริ่มมีรูปแบบซับซ้อนขึ้น

 

รูปที่ 50 แผนภาพแสดงการระบุพิกัดตำแหน่งปรากฏของวัตถุท้องฟ้า บนทรงกลมท้องฟ้าตามแบบดาราศาสตร์ของจีน ซึ่งระบุด้วยมุม 2 มุม ดังนี้

- มุม “รู่ซิ่วตู้” (入宿度) เป็นมุมที่วัดจากเส้นเมริเดียนของดาวอ้างอิง (距星) ซึ่งเป็นเส้นที่เชื่อมขั้วฟ้าเหนือ-ดาวอ้างอิง-ขั้วฟ้าใต้ กวาดตามเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้าไปทางตะวันออก จนถึงเส้นเมริเดียนของวัตถุท้องฟ้าที่สนใจ (จีนตัวย่อ:天体 จีนตัวเต็ม:天體) 

มุม “รู่ซิ่วตู้” จะใกล้เคียงกับมุม Right Ascension (R.A.) ในทางดาราศาสตร์สากล แต่ต่างกันตรงที่เส้นเมริเดียนอ้างอิงสำหรับมุม “รู่ซิ่วตู้” จะมี 28 เส้น ตามดาวอ้างอิงของกลุ่มดาวนักษัตร 28 กลุ่ม โดยวัตถุท้องฟ้าที่สนใจปรากฏใกล้เส้นเมริเดียนอ้างอิงเส้นไหน ก็ใช้เส้นเมริเดียนอ้างอิงเส้นนั้น ขณะที่ มุม R.A. จะมีเส้นเมริเดียนอ้างอิงเพียงเส้นเดียว คือเส้นที่เชื่อมขั้วฟ้าเหนือ-จุด Vernal Equinox-ขั้วฟ้าใต้

- มุม “ชวี่จี๋ตู้” (จีนตัวย่อ: 去极度 จีนตัวเต็ม: 去極度) เป็นมุมที่วัดว่าวัตถุท้องฟ้าอยู่ห่างจากขั้วฟ้าเหนือ (จีนตัวย่อ:北天极 จีนตัวเต็ม:北天極) ลงมาทางใต้ไปเท่าไหร่ 

มุม “ชวี่จี๋ตู้” จะใกล้เคียงกับมุม Declination ในทางดาราศาสตร์สากล แต่ต่างกันตรงที่มุม “ชวี่จี๋ตู้” จะอ้างอิงกับขั้วฟ้าเหนือ วัดมุมไปทางใต้หาวัตถุท้องฟ้า แต่มุม Declination จะอ้างอิงจากเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า วัดมุมไปทางเหนือหรือใต้หาวัตถุท้องฟ้า

มุม “รู่ซิ่วตู้” และ “ชวี่จี๋ตู้” ใช้ในการระบุพิกัดตำแหน่งปรากฏของดาว ในบันทึกดาราศาสตร์ รวมไปถึงใช้ในการทำแผนที่ดาวของจีน โดยแผนที่ดาวของเอเชียตะวันออกหลายอัน จะแสดงขั้วฟ้าเหนืออยู่กลางแผนที่ และเส้นเมริเดียนอ้างอิงทั้ง 28 เส้น 

[แหล่งที่มาของภาพ: http://aeea.nmns.edu.tw/aeea/courses/coordinates-equatorial.html ]

 

รูปที่ 51 แบบจำลองลูกทรงกลมท้องฟ้าของ “จางเหิง” (จีนตัวย่อ:张衡 จีนตัวเต็ม:張衡) นักดาราศาสตร์ชาวจีนโบราณที่มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ.78-139

 

สำหรับลูกทรงกลมท้องฟ้าของจีน (“หุนเซี่ยง” จีนตัวย่อ:浑象 จีนตัวเต็ม:渾象  ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Celestial Globe) มีบันทึกกล่าวถึงการพัฒนาอุปกรณ์นี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วง 70-50 ปีก่อน ค.ศ. โดย เกิ่งโซ่วชาง (จีนตัวย่อ:耿寿昌 จีนตัวเต็ม:耿壽昌)

 

ลูกทรงกลมท้องฟ้า “หุนเซี่ยง” นี้ จะแสดงตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้าเช่นเดียวกับแผนที่ดาว โดยสามารถแสดงถึงท้องฟ้าว่าจะมีกลุ่มดาวอะไรบ้าง ในเวลาที่ต้องการ

 

รูปที่ 52 แผนภาพสเกตซ์แสดงลูกทรงกลมท้องฟ้า “หุนเซี่ยง” แบบที่คนสามารถเข้าไปนั่งข้างในได้ โดยอาจเจาะรูตรงตำแหน่งดาวให้แสงจากภายนอกเข้าตรงรูนั้น ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น “ท้องฟ้าจำลองแบบโบราณ” ก่อนมีเครื่องฉายดาวก็ได้

 

รูปที่ 53 จิตรกรรมฝาผนังในสุสานราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน ทางภาคกลางของจีน ซึ่งแสดงภาพดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแผ่นหินแสดงกลุ่มดาวอื่นๆ 10 แผ่น แผนที่ดาวอันนี้มีอายุอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 1

[แหล่งที่มาของภาพล่าง: http://www.chinaculture.org/gb/cn_madeinchina/2005-10/09/content_74106.htm ]

 

รูปที่ 54 ภาพสลักหินภายในสุสานตระกูลอู่ (武氏祠 “อู่ซื่อฉือ”) ในศาลเจ้าสักการะบรรพบุรุษอู่เหลียง ในมณฑลซานตง ทางภาคตะวันออกของจีน ซึ่งมีภาพสลักหินที่สลักเป็นรูป “ดาวกระบวยทางเหนือ” (กลุ่มดาวหมีใหญ่) ในฐานะราชรถขององค์จักรพรรดิ ซึ่งภาพสลักหินในสุสานแห่งนี้มีอายุอยู่ในช่วง ค.ศ.147-151 (สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก)

สำหรับข้อมูลของสุสานตระกูลอู่ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.chinaculture.org/gb/en_travel/2003-09/24/content_34524.htm 

[แหล่งที่มาของภาพ: http://hua.umf.maine.edu/China/astronomy/tianpage/0006H_9183w.html ]

 

รูปที่ 55 แผ่นหินสลักที่พบในเมืองหนานหยาง มณฑลเหอหนาน ทางภาคกลางของจีน แสดงดาวฤกษ์ 16 ดวงในกลุ่มดาวใหญ่ “มังกรฟ้า” (กลุ่มดาวใหญ่ในทางดาราศาสตร์จีน เคยกล่าวถึงแล้วที่บทความนี้ http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2255-eastasia-starchart-03 ) และรูปดวงจันทร์ที่มีรูปกระต่ายและกบอยู่บนนั้น โดยแผ่นสลักหินนี้มีอายุอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 1

[แหล่งที่มาของภาพ: http://hua.umf.maine.edu/China/astronomy/tianpage/0006H_9183w.html

 

รูปที่ 56 ภาพพิมพ์หมึกจากแผ่นหินสลักในรูปที่ 55 แสดงให้เห็นรูปดาวฤกษ์ กลุ่มดาว และดวงจันทร์ชัดเจนขึ้น

[แหล่งที่มาของภาพ: http://www.artdesign.org.cn/?p=7073 ]

 

--------------------------------------

แปลและเรียบเรียง

พิสิฏฐ นิธิยานันท์

เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์

ศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 

ที่มาของข้อมูล

https://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_star_maps

 

บทความตอนก่อนหน้านี้

ตอนที่ 1: แผนที่ดาวและวงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2246-eastasia-starchart-01

ตอนที่ 2: กลุ่มดาวของจีน (ตอนแรก)

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2249-eastasia-starchart-02

 

ตอนที่ 3: กลุ่มดาวของจีน (ตอนหลัง)

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2255-eastasia-starchart-03