แผนที่ดาวโบราณใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก”: ตอนที่ 1

Share

แผนที่ดาวโบราณใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก”: ตอนที่ 1

ผู้เรียบเรียงบทความชุดนี้สนใจในประเด็นเกี่ยวกับวิวัฒนาการและความเป็นมาของแผนที่ดาวสมัยโบราณของ “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” ซึ่งแผนที่ดาวถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำหรับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่สุด  จึงได้เรียบเรียงบทความชุดนี้ขึ้นมา ผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ทรงกลมท้องฟ้า” (Celestial Sphere) มาก่อน โดยสามารถได้ที่นี่

ชุดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์ของโครงการ LESA

http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/LESA212/1/celestial_sphere/celestial/celestial.html

 

เอกสารวิชาดาราศาสตร์ ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

http://www.mwit.ac.th/~astronomy/astro_m4/lesson2.pdf

 

----------------------------------------------------

 

1. Star Chart & Planisphere

 

แผนที่ดาว (Star Chart) เป็นแผนที่ของท้องฟ้ายามค่ำคืน โดยนักดาราศาสตร์ได้ถ่ายทอดลงบนแผนที่ (Map Projection) จากทรงกลมท้องฟ้าส่วนที่มองเห็นทั้งหมด หรือแบ่งท้องฟ้าออกเป็นพื้นที่เล็กลงมาในแผนที่ดาว

 

แผนที่ดาวใช้สำหรับระบุและแสดงตำแหน่งของวัตถุท้องฟ้าต่างๆ เช่น ดาวฤกษ์, กลุ่มดาว, ทางช้างเผือก รวมถึงใช้เพื่อการนำทางตั้งแต่สมัยโบราณ 

 

นอกจากนี้ แผนที่ดาวสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์กับอุปกรณ์สำหรับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์อื่นๆ ได้แก่ แอสโตรแลบ (Astrolabe) และแผนที่ดาวแบบหมุน

 

 

คลิปเกี่ยวกับแอสโตรแลบ (Astrolabe) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ละเอียดซับซ้อนสำหรับนักดาราศาสตร์และนักเดินทางในสมัยโบราณ ที่ใช้ประโยชน์หลายอย่างจากการสังเกตการณ์บนบก เช่น การระบุและคาดการณ์ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์, การคำนวณถึงเวลาท้องถิ่น (Local time) และละติจูดของผู้สังเกต รวมถึงการสำรวจรังวัด

 

การถ่ายทอดทรงกลมท้องฟ้าลงบนแผนที่ดาว มีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ ได้แก่

 

- การถ่ายทอดแผนที่แบบทรงกระบอก: แผนที่ดาวที่ได้จะเป็นแผนที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า (Celestial Equator) พาดผ่านตรงกลาง การถ่ายทอดแผนที่แบบนี้จะคล้ายแผนที่โลก ที่มีเส้นโครงแผนที่แบบเมร์คาทอร์ (Mercator Projection)

 

รูปที่ 1 แผนที่ดาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้าพาดผ่านตรงกลาง (Equatorial Star Chart)

[ที่มาของภาพ: http://astro4.ast.vill.edu/ast_list.htm ]

 

รูปที่ 2 การถ่ายทอดแผนที่โลก ในกรณีเส้นโครงแผนที่แบบเมร์คาทอร์ (Mercator Projection)

[ที่มาของภาพ: http://egsc.usgs.gov/isb//pubs/MapProjections/projections.html]

 

- การถ่ายทอดแผนที่แบบแผ่นกลม: แผนที่ดาวที่ได้จะเป็นแผ่นกลม โดยมีสองแบบ

 

แบบขั้วฟ้า (Celestial Pole) อยู่ตรงกลางแผนที่: การถ่ายทอดแผนที่แบบนี้จะคล้ายแผนที่โลก ที่มีเส้นโครงแผนที่แบบ Azimuthal Equidistant (Azimuthal Equidistant Projection)

 

รูปที่ 3 แผนที่ดาวแสดงซีกฟ้าเหนือ โดยถ่ายทอดแผนที่ให้ขั้วฟ้าเหนือ (บริเวณดาวเหนือ (Polaris)) อยู่กลางแผนที่

[ที่มาของภาพ: http://www.aurorahunter.com/starchart.php ]

 

รูปที่ 4 แผนที่โลกที่ผ่านการถ่ายทอดแผนที่ โดยมีเส้นโครงแผนที่แบบ Azimuthal Equidistant และขั้วโลกเหนืออยู่ตรงกลางแผนที่

[ที่มาของภาพ: http://www.colorado.edu/geography/gcraft/notes/mapproj/mapproj_f.html ]

 

แบบขั้วฟ้าไม่อยู่ตรงกลางแผนที่ แต่จะอยู่เหนือขอบฟ้าแล้วแต่ละติจูดเฉพาะบริเวณ

 

รูปที่ 5 แผนที่ดาวสำหรับช่วงหัวค่ำเดือนมีนาคม ในบริเวณละติจูดประมาณ 40 องศาเหนือ (เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ)

[Credit ภาพ: NASA]

 

แผนที่ดาวแบบหมุน (Planisphere) เป็นแผนที่ดาวที่มีแผ่นกลมสองแผ่นที่ปรับหมุนได้รอบแกนหมุนที่อยู่ตรงกลาง โดยแผ่นกลมด้านล่างเป็นแผนที่ดาว ที่ผ่านการถ่ายทอดแผนที่แบบแผ่นกลม โดยแกนหมุนตรงกลางตรงกับตำแหน่งขั้วฟ้า ส่วนแผ่นกลมด้านบน เป็นแผ่นที่เจาะช่องไว้ให้เห็นแผนที่ดาวด้านล่าง สำหรับแสดงท้องฟ้าส่วนที่อยู่เหนือขอบฟ้า และปิดส่วนที่อยู่ใต้ขอบฟ้า

 

รูปที่ 6 แผนที่ดาวแบบหมุนที่ตีพิมพ์โดย George Philip & Son, Ltd. ในกรุงลอนดอน เมื่อประมาณปี ค.ศ.1900

[ที่มาของภาพ: H.Raab]

 

แผนที่ดาวแบบหมุนใช้สำหรับแสดงกลุ่มดาวและวัตถุท้องฟ้าต่างๆ ที่อยู่เหนือขอบฟ้าในช่วงเวลาที่ต้องการ ซึ่งแผนที่ดาวแบบหมุนที่ใช้กันในยุคปัจจุบัน สืบทอดมาจาก Astrolabe

 

แผนที่ดาวและแผนที่ดาวแบบหมุนนับเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูดาวขั้นพื้นฐานที่สุด ในช่วงยุคสมัยก่อนที่กล้องโทรทรรศน์จะถูกคิดค้น และยังคงใช้กันในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการดูดาวด้วยตาเปล่าหรือผ่านกล้องโทรทรรศน์

 

----------------------------------------------------

 

2. วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก (East Asian Cultural Sphere, อักษรจีนตัวเต็ม: 東亞文化圈)

 

คำว่า “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” (East Asian Cultural Sphere) หรือคำอื่นๆ เช่น

 

- Sinosphere

- Sinic world

**คำว่า SInic หรือ Sino- มาจากคำภาษาละดินว่า Sinae ซึ่งหมายถึง “จีน”

- Confucian world (โลกฝั่งขงจื๊อ) 

 

หมายถึง กลุ่มของดินแดนหรือประเทศที่ในได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีน โดยมีลักษณะที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ สังคม หรือวัฒนธรรมร่วมกัน ดังนี้

 

- หลักปรัชญา-จริยธรรมในลัทธิขงจื๊อ

- ศาสนาพุทธ (นิกายมหายาน)

- โครงสร้างทางกฎหมายและการเมือง

- ศิลปะ

- การใช้ตัวอักษรจีนเข้ามาในระบบการเขียนภาษา

 

รูปที่ 7 ประตูต้าเฉินเหมินและอนุสาวรีย์ขงจื๊อ ที่กรุงเป่ย์จิง (ปักกิ่ง) ซึ่งนอกจากลัทธิขงจื๊อจะกำเนิดและมีอิทธิลพลทางวัฒนธรรมในจีนแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในสังคมเกาหลีและเวียดนาม แม้แต่ “การสอบขุนนาง” (Imperial examination) ของจีน (คนไทยอาจคุ้นชินในชื่อ “การสอบจอหงวน”) ที่เป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือน เน้นไปที่การทดสอบคัดเลือกบุคคลด้วยคุณธรรม ตามพื้นฐานของปรัชญาในลัทธิขงจี๊อ การที่ทางเกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนามรับลัทธิขงจื๊อและรูปแบบการสอบขุนนางจากจีน ส่งผลให้ค่านิยมเน้นการศึกษาเล่าเรียนในดินแดนเหล่านี้เข้มข้นขึ้น จากความเชื่อในลัทธิขงจี๊อที่ว่า มนุษย์สามารถสอน พัฒนาและทำให้สมบูรณ์ได้ผ่านความพยายามส่วนตนและร่วมกับสังคม

[ที่มาของภาพ: Chinaoutlook.com ]

 

รูปที่ 8 แผนที่แสดงการเผยแพร่ของศาสนาพุทธนิกายมหายานในเอเชียตะวันออก (ลูกศรสีแดง)

- จีนเริ่มได้รับศาสนาพุทธผ่านเส้นทางสายไหมในเอเชียกลาง ช่วงคริสตศตวรรษที่ 1-2 (ราชวงศ์ฮั่น)

- เกาหลีเริ่มได้รับศาสนาพุทธจากจีน ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 4 (สมัยสามอาณาจักร)

- ญี่ปุ่นเริ่มได้รับศาสนาพุทธผ่านจีนและเกาหลี ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 5-6 (สมัยโคฟุง)

- เวียดนามเริ่มได้รับศาสนาพุทธผ่านจีน ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 1-2 (ช่วงที่จีนปกครองเวียดนามตอนเหนือ)

[Credit ภาพ: Gunawan Kartapranata]

 

รูปที่ 9 ภาพวาดแสดงชุดแต่งกายผู้หญิงตามดินแดนต่างๆใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 15 ได้แก่ จีน (ราชวงศ์หมิง), เกาหลี (ราชวงศ์โชซ็อน), ญี่ปุ่น (สมัยมุโรมาชิ) และเวียดนาม (ราชวงศ์เล)

[Credit ภาพ: Lilsuika @ Deviantart; http://lilsuika.deviantart.com/art/15th-16th-century-East-Asian-Cultural-Sphere-489110052?q=gallery%3Alilsuika&qo=0 ]

 

รูปที่ 10 แผนภาพเปรียบเทียบอักษรจีน ในคำที่แปลว่า “วงวัฒนธรรมอักษรจีน” ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของ “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” ที่ตั้งชื่อขึ้นมาโดย “นิชิจิมะ ซาดาโอะ” (Nishijima Sadao) นักประวัติศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 20

- จีนแผ่นดินใหญ่: รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประดิษฐ์ และเริ่มประกาศใช้ในปี ค.ศ.1949 เพื่อเพิ่มอัตราการรู้หนังสือ (อ่านออกเขียนได้) ของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ให้มากขึ้น

- เกาะไต้หวัน ฮ่องกงและมาเก๊า: ยังคงใช้อักษรจีนตัวเต็ม

- เกาหลี: อักษรจีนที่เกาหลีได้รับ ใช้ชื่อว่า “อักษรฮันจา” เคยเป็นที่นิยมในหมู่บัณฑิตและชนชั้นสูง จนกระทั่งเข้าคริสตศตวรรษที่ 20 ที่เริ่มใช้อักษรฮันกึล (ที่ทางเกาหลีประดิษฐ์เองในคริสตศตวรรษที่ 15) อาจจะด้วยเหตุผลด้านชาตินิยม โดยทั้งเกาหลีใต้และเหนือเริ่มใช้อักษรฮันจาน้อยลงอย่างมาก ในช่วงคริสตทศวรรษ 1960-1970

- ญี่ปุ่น: อักษรจีนที่ญี่ปุ่นได้รับ ใช้ชื่อว่า “อักษรคันจิ” ซึ่งยังคงใช้กันอยู่ในภาษาญี่ปุ่นปัจจุบัน 

- เวียดนาม: ระบบอักษรที่ใช้เขียนภาษาเวียดนาม โดยใช้ตัวอักษรจีนที่เวียดนามได้รับ เรียกว่า “อักษรจื๋อโนม” (Chữ Nôm) แต่เวียดนามได้เริ่มเปลี่ยนมาใช้อักษรละตินแทนมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1920 ขณะที่เวียดนามยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

[ที่มาของภาพ: http://www.aclweb.org/anthology/Y13-1024 ]

 

ดินแดนที่เป็นแก่นกลางของ “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” ได้แก่

 

- จีน (รวมถึงเกาะไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า)

- เกาหลี

- ญี่ปุ่น

- เวียดนาม

 

รูปที่ 11 แผนที่แสดง 4 ดินแดนแกนกลางของ “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนาม

 

ขณะที่บางดินแดนก็อาจถูกรวมเข้าไปใน “วงวัฒนธรรมเอเชียตะวันออก” ด้วยในบางครั้ง เนื่องจากมีชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเหล่านี้

 

- มองโกเลีย

- มาเลเซีย

- สิงคโปร์

 

----------------------------------------------------

 

เรียบเรียงโดย

 

พิสิฏฐ นิธิยานันท์

เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์

ศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)