ถ่ายภาพปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศในช่วงหน้าฝน

Share

ถ่ายภาพปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศในช่วงหน้าฝน

ในช่วงหน้าฝนนี้เรายังคงสามารถเฝ้าติดตามถ่ายภาพปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศโลกได้อีกมากมาย ซึ่งภาพปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศ ก็เป็นหนึ่งในประเภทภาพถ่ายดาราศาสตร์ที่สามารถส่งเข้าร่วมประกวดได้ โดยปรากฏการณ์ที่เรามักจะสามารถพบเห็นได้ในช่วงนี้ได้แก่ ปรากฏการณ์ทรงกลดของดวงอาทิตย์ และของดวงจันทร์ การเกิดรุ้งกินน้ำ เมฆสี และฟ้าฝ่า เป็นต้น

 

        ดังนั้นช่วงนี้ถึงแม้สภาพท้องฟ้าจะไม่ค่อยเป็นใจในการออกไปถ่ายดาว ล่าทางช้างเผือกสักเท่าไหร่ แต่เราก็ยังมีทางเลือกอื่นในการถ่ายภาพ โดยการหมั่นเฝ้าสังเกตการณ์เกิดปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญได้ง่ายๆ เช่นกัน เอาหล่ะครับเรามาดูกันว่าปรากฏการณ์ในชั้นบรรยากาศที่เราอาจพบเห็นได้นั้นมีเทคนิคในการสังเกตการณ์ หรือเตรียมการอย่างไรกันบ้างในการติดตามถ่ายภาพเหล่านี้

 

ดวงอาทิตย์ทรงกลด

 

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF 15mm f/2.8 Fisheye / Focal length : 15 mm. / Aperture : f/13 / ISO : 100 / Exposure : 1/800sec)

 

        สำหรับดวงอาทิตย์ทรงกลดนั้นเรามักพบเห็นได้ในช่วงเช้าเวลา สายๆจนถึงบ่ายโมงโดยประมาณ ซึ่งจริงๆแล้วปรากฏการณ์ดังกล่าวเราไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้า แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้วหากวันไหนที่มีฝนตกตอนเย็นหรือกลางคืน แล้ววันรุ่งขึ้นพยากรณ์อากาศแจ้งว่าท้องฟ้าจะใสเคลียร์ ก็มักจะมีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลด (ย้ำว่าอาจจะมีโอกาสนะครับ แต่อย่างก็ตาม 80 เปอร์เซ็นต์ก็มักไม่เกิดเช่นกัน) ดังนั้นหากเราหมั่นสังเกตสภาพแวดล้อม ความชื้นในอากาศ และพยากรณ์อากาศก็ทำให้เพิ่มโอกาสให้เราได้เห็นปรากฏนี้ได้เช่นกัน

        อีกเทคนิคหนึ่งคือ การหมั่นสังเกตดูท้องฟ้าช่วงสายๆ ในวันที่ฟ้าใสเคลียร์ หรือบางครั้งขณะขับรถก็อาจลองสังเกตเงาสะท้อนที่กระจกรถคันข้างหน้าดูได้ว่า หากมีเงาสะท้อนที่เป็นสีรุ้งเกิดขึ้น ก็อาจเป็นการสะท้อนของการเกิดการทรงกลดบนท้องฟ้าได้เช่นกันครับ 

 

        การเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลด เกิดขึ้นจากบรรยากาศของโลกในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุด และเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวนมาก โดยมีอากาศเย็นจัด จนทำให้ละอองน้ำในอากาศ ณ เวลานั้นๆ แข็งตัวเป็นผลึกน้ำแข็งอนุภาคเล็กๆ จำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้า เมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมแต่ละก้อน แสงนั้นจะหักเหเบี่ยงเบนไปจากเดิม 22องศา ส่งผลให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์ทรงกลดเป็นรูปวงกลม มีลักษณะเป็นแถบสีรุ้ง (Spectrum) คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตก ในเมืองไทยดวงอาทิตย์ทรงกลดจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสายๆ เที่ยงวันค่อนข้างบ่อย แต่ก็สามารถเกิดในช่วงบ่ายได้เช่นกัน

        ลักษณะเกิดดวงอาทิตย์ทรงกลดนั้น สามารถเกิดได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในช่วงนั้นๆ และตำแหน่งของดวงอาทิตย์ว่าอยู่ในมุมสูงเท่าไหร่ ก็จะมีโอกาสเกิดการทรงกลดในแบบต่างๆได้

 

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF 15mm f/2.8 Fisheye / Focal length : 15 mm. / Aperture : f/13 / ISO : 100 / Exposure : 1/800sec)

 

        จากภาพเป็นการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลดในรูปแบบเซอร์คัมสไครบด์ (Circumscribed halo) กับเส้นโค้งอินฟราแลตเทอรัล (Infralateral arc) ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน อยู่ใต้การทรงกลดแบบเซอร์คัมสไครบด์ ซึ่งมักเกิดในช่วงเช้า หลังราว 10.00 น. นอกจากนั้นยังสามารถสังเกตเห็นวงกลมพาร์ฮีลิก (Parhelic circle) มีลักษณะเป็นวงสีขาวล้อมรอบฟ้า โดยอยู่แนวระดับเดียวกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ พาดผ่านดวงอาทิตย์

 

 

***สามารถติดตามอ่านรายละเอียดเทคนิคการถ่ายภาพได้ตามลิงก์ : https://goo.gl/ucJf7W

 

ดวงจันทร์ทรงกลด

 

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF 15mm f/2.8 Fisheye / Focal length : 15 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 400 / Exposure : 3.2sec)

 

        ดวงจันทร์ทรงกลด เป็นปรากฎการณ์ที่มีลักษณะคล้ายรุ้งกินน้ำ ที่มีลักษณะเป็นวงกลม เกิดจากผลึกน้ำแข็งภายในเมฆเซอร์โรสตราตัส ซึ่งเป็นเมฆชั้นสูงแผ่นบางๆ ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนแท่งแก้วปริซึมหักเหลำแสงจากดวงจันทร์เป็นมุม 22° เข้าสู่แนวสายตาของผู้สังเกตการณ์ที่อยู่บนพื้นโลก ทำให้ปรากฏเป็นแถบสีสเปกตรัมของเส้นรอบวงล้อมรอบดวงจันทร์ 

        จากประสบการณ์ส่วนตัว ในการเฝ้าสังเกตว่าท้องฟ้าวันไหนที่อาจจะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์ทรงกลด ผมมักดูจากความสว่างของเฟสดวงจันทร์ในช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวง หรือก่อน – หลังเต็มดวง ซึ่งช่วงดังกล่าวดวงจันทร์จะมีแสงสว่างค่อนข้างมาก สิ่งต่อมาคือลองสังเกตสภาพท้องฟ้าในคืนที่กล่าวข้างต้น หากมีลักษณะคล้ายกับมีไอน้ำในอากาศมาก เหมือนกับหมอกบางๆปกคลุมท้องฟ้าอยู่ หรือเมื่อมองดูดวงจันทร์แล้วคล้ายกับมีหมอกบางๆบังแสงดวงจันทร์ ก็มักจะมีแนวโน้วว่าจะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์ทรงกลดได้

        จริงๆแล้วปรากฏการณ์ดวงจันทร์ทรงกลด ไม่สามารถคาดการณ์การเกิดล่วงหน้าได้ แต่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย พบได้มากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งมีความชื้นในอากาศที่มาจากฝนนั่นเอง โดยดวงจันทร์ทรงกลด (Moon Halo) แบบวงกลม เกิดจากผลึกน้ำแข็งภายในเมฆซีร์โรสเตรตัส ซึ่งเป็นเมฆชั้นสูงที่เป็นแผ่นบางๆ ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนแท่งแก้วปริซึมหักเหลำแสงจากดวงจันทร์เป็นมุม 22 องศา มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 44 องศา เข้าสู่แนวสายตาของผู้สังเกตการณ์ที่อยู่บนพื้นโลก ทำให้ปรากฏเป็นแถบสีสเปกตรัมของเส้นรอบวงล้อมรอบดวงจันทร์

***สามารถติดตามอ่านรายละเอียดเทคนิคการถ่ายภาพได้ตามลิงก์ : https://goo.gl/MT3Lnx

 

รุ้งกินน้ำ

 

ภาพรุ้งกินน้ำช่วงหลังฝนตก ในตอนเย็น ถ่ายภาพด้วยเทคนิคพาโนรามา เพื่อให้สามารถเก็บภาพรุ้งกินน้ำได้ทั้ง 2 ตัว

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF16-35mm f/2.8L II USM / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/8 / ISO : 200 / Exposure : 1/250s X 8 Images) 

 

        รุ้งกินน้ำ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังจากฝนตก โดยเกิดขึ้นจากแสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำในอากาศ เกิดการหักเหขึ้นเข้าสู่แนวสายตาเป็นมุม 40° - 42° ปรากฏเห็นเส้นโค้งสีรุ้งปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า โดยจะมีสีจากล่างขึ้นบนเรียงลำดับ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง

        ในบางครั้งเราสามารถมองเห็นรุ้งกินน้ำสองตัวได้พร้อมๆ กัน รุ้งกินน้ำตัวแรกอยู่ด้านล่างคือ รุ้งปฐมภูมิที่รู้จักกันทั่วไปคือแถบสีแดงอยู่บนสุด แถบสีม่วงอยู่ล่างสุด  ส่วนรุ้งกินน้ำตัวที่สองจะอยู่ด้านบน เรียงลำดับสีกลับกัน สีแดงไปยังสีม่วงจากข้างล่างขึ้นข้างบนเรียกว่า รุ้งทุติยภูมิ 

***สามารถติดตามอ่านรายละเอียดเทคนิคการถ่ายภาพได้ตามลิงก์ : https://goo.gl/jLeRYb

 

วงแสงรุ้งกลอรี (Glory)

 

ภาพถ่ายกลอรี (Glory) ซึ่งถ่ายจากหน้าต่างเครื่องบิน ช่วงเวลา 7.18 น. โดยสามารถสังเกตเห็นแสงรุ้งที่อยู่รอบเงาของเครื่องบินได้อย่างสวยงาม (ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF 16-35 mm. / Focal length : 35 mm. / Aperture : f/13 / ISO : 200 / Exposure : 1/800 sec.)

 

        “กลอรี” เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่มีลักษณะคล้ายกับวงแสงสีรุ้งที่มักเกิดอยู่รอบเงาของเครื่องบินหรือบอลลูน โดยเราจะเห็นวงแหวนสีแดงอยู่ด้านนอกและสีฟ้าอยู่ด้านใน คนที่เดินทางในเครื่องบินมักจะเห็นความงามของกลอรี  โดยในการเกิดปรากฏการณ์ทางแสงนี้ จำเป็นต้องมีดวงอาทิตย์อยู่ตรงข้ามกับเงาของเครื่องบิน และผู้สังเกตต้องสามารถมองเห็นเงาเครื่องบินบนเมฆหรือหมอกได้ ซึ่งขณะที่เรามองไปยังพื้นเมฆให้ลองมองหาเงาของเครื่องบิน ในบางครั้งเงาของเครื่องบินอาจถูกล้อมรอบไปด้วยวงแสงกลอรี ปรากฏให้เห็นความสวยงามได้บ่อยครั้ง โดยวงแสงสีรุ้ง อาจมีมากกว่า 1 ชุด รอบเงาบนเมฆหรือหมอกที่อยู่ตํ่ากว่าผู้สังเกต เช่น มองลงมาจากเครื่องบิน, ภูเขา ฯลฯ ดังภาพตัวอย่างด้านล่างจากเว็บไซต์ http://earthsky.org/ ที่ชาวต่างชาติก็สามารถถ่ายภาพมาให้ชมกันเช่นกัน

        ในการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ “กลอรี”ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เหมือนกับรุ้งกินน้ำเต็มวงจางๆ เกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงอาทิตย์ในละอองน้ำในอากาศ โดยมีขนาดเชิงมุม (Angular Size) ประมาณ 5-10 องศา (รุ้งกินน้ำ (รุ้งปฐมภูมิ) มีขนาดเชิงมุมประมาณ 40-42 องศา) และเกิดในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ (Antisolar Point)

 

 

Antisolar Point คือ ตำแหน่งเงาจากมุมมองของผู้สังเกต ซึ่งจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 180 องศา หรือในทิศทางตรงข้ามกับดวงอาทิตย์นั่นเอง

***สามารถติดตามอ่านรายละเอียดเทคนิคการถ่ายภาพได้ตามลิงก์ : https://goo.gl/pKJCCM

 

เมฆสีรุ้ง (Rainbow Clouds)

 

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF24-70mm f/2.8L USM / Focal length : 54 mm. / Aperture : f/8 / ISO : 100 / Exposure : 1/1250 sec.) 

 

        เมฆสีรุ้ง (Rainbow Clouds) ภาษาทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า Irisation (คำว่า irisation น่าจะมาจากคำว่า Iris ซึ่งในภาษากรีกคือ เทพธิดาแห่งรุ้ง) เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เกิดจากการที่แสงอาทิตย์สีขาวตกกระทบเม็ดน้ำขนาดต่างๆ ในเมฆจางๆ ซึ่งเป็นเมฆที่มีจำนวนหยดน้ำไม่หนาแน่นมากนัก เมื่อแสงตกกระทบหยดน้ำแต่ละหยด จะเกิดการหักเหเปลี่ยนทิศทางไปจากแนวเดิม แต่เนื่องจากแสงสีต่างๆ (ที่ประกอบขึ้นเป็นแสงสีขาว) หักเหได้ไม่เท่ากัน ผลก็คือ แสงสีขาวแตกออกเป็นสีรุ้ง และเนื่องจากในเมฆจางๆ ที่ว่านี้มีเม็ดน้ำขนาดต่างๆ กัน ทำให้สีรุ้งสีหนึ่ง (เช่น สีเขียว) ที่หักเหออกจากเม็ดน้ำขนาดหนึ่งๆ ซ้อนทับกับสีรุ้งอีกสีหนึ่ง (เช่น สีเหลือง) ที่มาจากเม็ดน้ำอีกขนาดหนึ่ง จึงทำให้มองเห็นสีรุ้งมีลักษณะเหลือบซ้อนทับกันอย่างสลับซับซ้อน บางทีก็ซ้อนกันเป็นชั้นๆ จากประสบการณ์ของผมแล้ว เวลาที่สังเกตเห็นบ่อยๆ จะเป็นช่วงเวลาเย็นที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า แต่ช่วงเวลาอื่นก็เห็นเช่นกันครับแต่ไม่บ่อยเท่าช่วงเย็นครับ หรือหากสนใจจริงๆ ขอแนะนำหนังสือชื่อ คู่มือเมฆ & ปรากฏการณ์ท้องฟ้า Cloud Guidebook  ของ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องปรากฏการณ์ทางแสงบนท้องฟ้าไว้มากเลยทีเดียว หรือ เข้าไปอ่าน (ตามลิงค์ครับ http://cloudloverclub.com/pages/first-page/) ซึ่งจะมีข้อมูลปรากฏการณ์ในบรรยากาศโลกมากมายครับ

***สามารถติดตามอ่านรายละเอียดเทคนิคการถ่ายภาพได้ตามลิงก์ : https://goo.gl/CoKoxf

 

ฟ้าแลบ (Lightning)

 

ภาพฟ้าผ่า ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง ภาพละไม่เกิน 30 วินาที หลายภาพแล้วนำภาพที่บันทึกเส้นสายฟ้าได้มารวมกันด้วยซอฟแวร์ (ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF 24-70mm f/2.8L / Focal length : 70 mm. / Aperture : 4 / ISO : 200 / Exposure : 25s)

 

        ฟ้าแลบ คือปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุอิเล็กตรอนภายในเมฆ หรือระหว่างเมฆกับเมฆ หรือเกิดขึ้นระหว่างเมฆกับพื้นดิน เป็นแสงที่เกิดวาบขึ้นในท้องฟ้าลักษณะเป็นเส้นหรือแผ่น เกิดขึ้นเนื่องจากอิเล็กตรอนจำนวนมากเคลื่อนที่ผ่านอากาศเป็นเหตุให้เกิดความร้อนสูงมากจนปรากฏเป็นแสงสว่างวาบขึ้น 

        ฟ้าแลบและฟ้าร้องเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน แต่เรามองเห็นฟ้าแลบก่อนได้ยินเสียงฟ้าร้อง เนื่องจากแสงมีความเร็วมากกว่าเสียง แสงมีอัตราเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ส่วนเสียงมีอัตราเร็วประมาณ 1/3 กิโลเมตรต่อวินาทีเท่านั้น ฟ้าแลบเกิดขึ้นพร้อมกับฟ้าร้อง แต่มนุษย์เรามองเห็นฟ้าแลบก่อนได้ยินเสียงฟ้าร้อง เนื่องจากแสงเดินทางเร็วกว่าเสียงนั่นเอง 

        โดยการถ่ายภาพฟ้าแลบนั้น ควรหาสถานที่อยู่ภายในอาคารที่สามารถมองออกไปเห็นฟ้าแลบได้ ซึ่งผู้ถ่ายต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักในการถ่ายภาพ ซึ่งเทคนิคที่แนะนำคือการตั้งกล้องไปทิศทางที่เกิดฟ้าแลบ และทดลองถ่ายภาพช่วงที่ยังไม่เกิดฟ้าแลบโดยให้สภาพแสงที่ถ่ายได้มีลักษณะอันเดอร์ ประมาณ 2 สตอป เพื่อให้ช่วงที่เกิดฟ้าแลบกล้องจะสามารถถ่ายภาพได้แสงที่ไม่สว่างโอเวอร์จนเกินไป พร้อมกับการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วนำภาพที่ถ่ายได้ทั้งหมดมาเลือกเฉพาะภาพที่ถ่ายติดแสงฟ้าแลบ แล้วนำมารวมกันใน Photoshop  

 

***สามารถติดตามอ่านรายละเอียดเทคนิคการถ่ายภาพได้ตามลิงก์ : https://goo.gl/2qbfDV