ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าถ่ายภาพในปี 2018

Share

ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าถ่ายภาพในปี 2018

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ในปี 2018 นี้ ผมก็ขอแนะนำปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าติดตามถ่ายภาพด้วยอุปกรณ์พื้นฐาน ซึ่งในปีนี้มีหลายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ตั้งแต่ต้นปี และเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก โดยในคอลัมน์นอกจากเป็นแนะนำปรากฏการณ์และช่วงเวลาการเกิดปรากฏการณ์แล้ว เทคนิคและวิธีการต่างๆ ในการถ่ายภาพก็สามารถอ่านรายละเอียดได้ตามลิงก์

 

 

2 มกราคม 2561 “Super Full Moon”

 

ภาพถ่ายดวงจันทร์เต็มดวงในคืนวันดวงจันทร์ใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี วันที่ 28 กันยายน 2558 

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Lunt Telescope 560mm. + Teleconverter 1.5X / Focal length : 840 mm. / Aperture : f/11 / ISO : 1000 / Exposure : 1/20sec)

 

        ในคืนวันที่ 2 มกราคม 2561 จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่าง 356,595 กิโลเมตร หรือที่มักเรียกกันว่า “Super Full Moon” ทำให้คืนดังกล่าวเราจะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันออกในทุกภูมิภาคของประเทศ

        ในการเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี นั้นเกิดจากการที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรีจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 27.3 วัน โดยในแต่ละเดือนจะมีทั้งวันที่ดวงจันทร์ไกลโลกและดวงจันทร์ใกล้โลก ตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกมากที่สุด เรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 356,400 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ดวงจันทร์ไกลโลกมากที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 406,700 กิโลเมตร การที่ผู้คนบนโลกสามารถมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงที่โตกว่าปกติเล็กน้อยในคืนที่ดวงจันทร์โคจรเข้ามาใกล้โลก นับเป็นเหตุการณ์ปกติที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

  สำหรับเทคนิคถ่ายภาพอาจใช้เทคนิคการถ่ายภาพดวงจันทร์ในมุมมองของภาพลวงตา หรือ “Moon Illusion” รายละเอียดตามลิงก์ https://goo.gl/UGg3DQ

 

 

31 มกราคม 2561 “ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง” 

 

ภาพถ่ายปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง 

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 7D Mark ll / Lens : Takahashi TOA 150 / Focal length : 1100 mm. / Aperture : f/7.3 / ISO : 3200 / Exposure : 1 sec / Mount : Takahashi EM400)

 

        ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงในวันที่ 31 มกราคม 2561 ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 17:51 น. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 18:48 น. เข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 19:51 - 21:07 น. คิดเป็นระยะเวลาจันทรุปราคาเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 16 นาที ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลกเต็มดวง จะมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐทั้งดวง สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ เมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงหลังเวลา 21:07 น. ไปแล้ว ดวงจันทร์จะเริ่มออกจากเงามืดของโลกเข้าสู่การเป็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้ง จนกระทั่งออกจากเงามืดของโลกหมดทั้งดวงในเวลา 22:11 น. แล้วเปลี่ยนเป็นจันทรุปราคาเงามัวที่จะสังเกตเห็นได้ยาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงความสว่างของดวงจันทร์จากเงามืดของโลกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสุดท้ายดวงจันทร์จะพ้นจากเงามัวของโลกเวลา 23:08.น. ถือว่าเป็นการสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้โดยสมบูรณ์

        โดยในการเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้ ดวงจันทร์ยังคงอยู่ในระยะทางที่ไม่ห่างจากโลกมากนัก จึงทำให้เราสังเกตเห็นดวงจันทร์ขณะเกิดปรากฏการณ์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดวงจันทร์ช่วงปกติเล็กน้อย ซึ่งนักดาราศาสตร์บางกลุ่ม เรียกปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่า “Super Lunar Eclipse”

 

ภาพแสดงการเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง วันที่ 31 มกราคม 2561

 

        สำหรับเทคนิคถ่ายภาพอาจใช้เทคนิคการถ่ายภาพดวงจันทร์ขณะเกิดกฎการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงนั้น สามารถถ่ายภาพได้หลากหลายวิธี รายละเอียดตามลิงก์ https://goo.gl/rvfqPc

 

 

28 กรกฎาคม 2561 “ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง”

 

 

ภาพถ่ายปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ในช่วงดวงจันทร์เคลื่อนเข้าเงามืดของโลกในช่วงกึ่งกลางคราส ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ดวงจันทร์มืดมากที่สุด

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Takahashi TOA 150 / Focal length : 1100 mm. / Aperture : f/7.3 / ISO : 5000 / Exposure : 1 sec / Mount : Takahashi EM400)

 

        ปรากฏการณ์จันทรุปราคาในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ถือเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งที่ 2 ของปี โดยดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลกตั้งแต่เวลา 00:15 น. จากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก เกิดเป็นจันทรุปราคาบางส่วนในเวลา 01:25 น. เข้าสู่จันทรุปราคาเต็มดวงตั้งแต่เวลา 02:31 - 04:13 น. คิดเป็นระยะเวลาจันทรุปราคาเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 42 นาที ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดของโลกเต็มดวง จะมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐทั้งดวง สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าในทุกภูมิภาคของประเทศ เมื่อสิ้นสุดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงหลังเวลา 04:13 น. ไปแล้ว ดวงจันทร์จะเริ่มออกจากเงามืดของโลกเข้าสู่การเป็นจันทรุปราคาบางส่วนอีกครั้ง จนกระทั่งออกจากเงามืดของโลกหมดทั้งดวงในเวลา 05:19 น. 

สำหรับความพิเศษของปรากฏการณ์จันทรุปราคาในครั้งนี้คือ เป็นช่วงที่ดวงจันทร์เคลื่อนเข้าเงามืดของโลกในช่วงกึ่งกลางคราส ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ดวงจันทร์มืดมากที่สุด ทำให้ภาพดวงจันทร์ในครั้งนี้จะมีสีแดงค่อนข้างมืดและสีแดงเข้มกว่าครั้งแรกที่เกิดในเดือนมกราคม และนอกจากนั้นในคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ยังเป็นช่วงดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏในตำแหน่งไกลโลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่าง 406,086 กิโลเมตร ทำให้คืนดังกล่าวจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย หรือที่มักเรียกกันว่า “Micro Full Moon” ซึ่งเราอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "Micro Lunar Eclipse”

 

ภาพแสดงการเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง วันที่ 28 กรกฎาคม 2561

 

สำหรับเทคนิคถ่ายภาพอาจใช้เทคนิคการถ่ายภาพดวงจันทร์ขณะเกิดกฎการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงนั้น สามารถถ่ายภาพได้หลากหลายวิธี รายละเอียดตามลิงก์ https://goo.gl/rvfqPc

 

 

12 สิงหาคม 2561 “ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์”

 

ภาพฝนดาวตก ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพบนขาตั้งกล้องแบบตามดาวโดยให้ศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตกอยู่ตรงกลางภาพ ใช้เวลาในการถ่ายภาพกว่า 4 ชั่วโมงแล้วนำภาพทั้งหมดมารวมกัน

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF 16-35 mm. / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 4000 / Exposure : 30 sec / WB : 3800K / Composite image 32 Images)

 

        ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์ หรือมักเรียกว่า ฝนดาวตกวันแม่ สามารถสังเกตการณ์ได้หลังเที่ยงคืนวันที่ 12 สิงหาคมประมาณตีสองครึ่ง จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการตกสูงสุดประมาณ 110 ดวงต่อชั่วโมง มีศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวเพอร์เซอัส บนท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สังเกตได้ด้วยตาเปล่า โดยในคืนดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวนเหมาะสำหรับการสังเกตการณ์เป็นอย่างมาก หากฟ้าใสปลอดเมฆดูด้วยตาเปล่าได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย 

        ความพิเศษของฝนวดาวตกเพอร์เซอิดส์ ในปีนี้คือมีอัตรการตกสูงสุดถึง 110 110 ดวงต่อชั่วโมง และมีศูนย์กลางการกระจายตัวอยู่ใกล้กับขั้วฟ้าเหนือ ทำให้การถ่ายภาพด้วยขาตั้งกล้องทั่วไปสามารถถ่ายภาพออกมาได้ไม่ยากนัก เหมาะแก่การฝึกเริ่มต้นถ่ายภาพฝนดาวตกเป็นอย่างยิ่ง

        ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์เกิดจากเศษฝุ่นละอองที่ดาวหางสวิฟท์-ทัตเทิล (109P/Swift-Tuttle) เหลือทิ้งไว้ในวงโคจร เมื่อโลกโคจรตัดผ่านเข้าไปในบริเวณที่มีเศษฝุ่นดังกล่าว จะดึงดูดเศษฝุ่นเหล่านี้เข้ามาในชั้นบรรยากาศ เกิดการลุกไหม้ เป็นแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า ฝนดาวตกเพอร์เซอิดส์เป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างเป็นอันดับสองรองจากฝนดาวตกลีโอนิดส์ มีสีสันสวยงาม สามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงระหว่างวันที่ 17 กรกฏาคม - 24 สิงหาคมของทุกปี ประมาณวันที่ 12 - 13 สิงหาคม จะเป็นช่วงที่เกิดฝนดาวตกมากที่สุด

สำหรับเทคนิคถ่ายภาพอาจใช้การถ่ายภาพฝนดาวตกก็มีหลายรูปแบบที่นิยมถ่ายภาพกัน โดยสามารถศึกษาวิธีการ รายละเอียดตามลิงก์ https://goo.gl/m4g5zh

 

 

17 พฤศจิกายน 2561 “ปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์”

 

ภาพถ่ายฝนดาวตก ถ่ายภาพด้วยการตั้งกล้องอยู่กับที่และใช้โหมดการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์  คฤหานนท์ / Camera : Canon 5D Mark ll / Lens : Canon EF 15mm Fisheye / Focal length : 15 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 3200 / Exposure : 30 sec)

 

        ปรากฏการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ หรือ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต สามารถสังเกตการณ์ได้หลังเที่ยงคืนวันที่ 17 พฤศจิกายน ประมาณตีสามเป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พฤศจิกายน ทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวสิงโต ช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์ฝนดาวตกเป็นอย่างมาก หากฟ้าใสปลอดเมฆดูด้วยตาเปล่าได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย แนะจุดชมให้อยู่ในที่มืด ไร้แสงไฟรบกวนจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

        ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวงโคจรของดาวหางตัดผ่านวงโคจรของโลก ทำให้เศษฝุ่นของดาวหางเหล่านั้นเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการเผาไหม้จนเห็นเป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า ทิศทางวงโคจรของฝนดาวตกลีโอนิดส์สวนทางกับทิศทางวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ความเร็วของเม็ดฝุ่นที่เข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลกมีความเร็วค่อนข้างมาก โดยมีความเร็วสูงถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที 

        สำหรับความพิเศษของฝนดาวตกลีโอนิดส์ ถือได้ว่าเป็นฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด จึงได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งฝนดาวตก” ดังนั้นในคืนดังกล่าวเราอาจจะได้ภาพดาวตกแบบ "ไฟล์บอล" ลูกใหญ่ๆกันหลายดวงกันเลยทีเดียว

        สำหรับเทคนิคถ่ายภาพอาจใช้การถ่ายภาพฝนดาวตกก็มีหลายรูปแบบที่นิยมถ่ายภาพกัน โดยสามารถศึกษาวิธีการ รายละเอียดตามลิงก์ https://goo.gl/m4g5zh

 

 

14 ธันวาคม 2561 “ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์”

 

ภาพถ่ายปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ โดยการตั้งกล้องถ่ายภาพแบบติดตามวัตถุท้องฟ้าด้วยขาตั้งกล้องโทรทรรศน์แบบตามดาว โดยเริ่มต้นถ่ายตั้งแต่ช่วงเวลา 21.30 -01.30 น. ซึ่งปรากฏการณ์ฝนดาวตกดังกล่าวมีจำนวนฝนดาวตกมากที่สุดในช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืนเป็นต้นไป

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF16-35mm f/2.8L II USM / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 4000 / Exposure : 30 sec x 26 Images)

 

        ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 4 - 17 ธันวาคมของทุก ๆ ปี คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีอัตราการตกสูงสุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง ในคืนวันที่ 14 ธันวาคม จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 15 ธันวาคม 2561 สังเกตได้ได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ตั้งแต่เวลาประมาณ 20:30 น. จุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ ระหว่างดาวพอลลักซ์ และดาวคาสเตอร์ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดูได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคของไทย แต่ในช่วงหัวค่ำมีแสงดวงจันทร์รบกวน จะเริ่มสามารถสังเกตเห็นดาวตกได้ชัดเจนหลังเวลาเที่ยงคืนเป็นต้นไป

        ฝนดาวตกเจมินิดส์เกิดจากการที่โลกเคลื่อนที่เข้าตัดกับกระแสธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางดังกล่าว สายธารของเศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม (fireball) ฝนดาวตกแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือ เป็นดาวตกที่ มีทิศทางพุ่งมาจากจุดๆ หนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจาย (Radiant) เมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตรงหรือใกล้เคียงกับกลุ่มดาวอะไร ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ หรือ ดาวที่อยู่ใกล้กลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต เป็นต้น  

        ความพิเศษของฝนดาวตกเจมินิดส์ คือเป็นฝนดาวตกที่มีอัตราการตกค่อนข้างสูงและ ที่สำคัญคือมีอัตราความเร็วของฝนดาวตกที่ช้า ทำให้ในช่วงเวลาหลังเที่ยวคืนเป็นต้นไป จะสามารถสังเกตเห็นฝนดาวตกที่เสียดสีกับชั้นบรรยากาศเป็นลูกไฟที่ยาวและนานกว่าฝนดาวตกอื่น ซึ่งทำให้เรามีโอกาศได้เส้นฝนดาวตกที่ค่อนข้างยาวนั่นเอง

        สำหรับเทคนิคถ่ายภาพอาจใช้การถ่ายภาพฝนดาวตกก็มีหลายรูปแบบที่นิยมถ่ายภาพกัน โดยสามารถศึกษาวิธีการ รายละเอียดตามลิงก์ https://goo.gl/m4g5zh