เยือนดินแดนหุบเขาแห่งความตายกับสถานที่แห่ง Dark Sky Area (ตอนที่ 1)

Share

เยือนดินแดนหุบเขาแห่งความตายกับสถานที่แห่ง Dark Sky Area (ตอนที่ 1)

ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปปฏิบัติงานเก็บข้อมูลปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และหลังจากเสร็จงานผมและเพื่อนก็ถือโอกาสลางานและอยู่ต่อเพื่อจะเดินทางไปยัง สถานที่แห่งหนึ่งซึ่ง เรียกได้ว่าเป็นเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า (Dark Sky Area) ที่มีความมืดมากที่สุดแห่งหนึ่งและนอกจากนั้นมันยังเป็นสถานที่ที่มีความมหัศจรรย์ทางด้านธรณีวิทยาอีกด้วย

 

ประวัติเล็กน้อย

        หุบเขามรณะ (Death valley) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หุบเขาแห่งความตายก็ว่าได้ ผมขอเล่าประวัติให้ฟังกันสักหน่อย "หุบเขาแห่งความตาย” เป็นทะเลทรายอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา บริเวณเขตแดนระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียกับรัฐเนวาดา เป็นจุดที่แห้งแล้งที่สุด ต่ำที่สุดและร้อนที่สุดในอเมริกาเหนือ เคยมีการบันทึกอุณหภูมิของอากาศที่สูงถึง 57 องศาเซลเซียส ในวันที่ผมเดินทางไป มีอุณหภูมิสูงถึง 51องศาเซลเซียส (ร้อนที่สุดในชีวิตก็ว่าได้) 

 

ปรากฏการณ์ “หินเดินได้”

        ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องสภาพท้องฟ้าและความมืดของบริเวณนี้ ผมขอเล่าความพิเศษของสถานที่แห่งนี้คือ ปรากฏการณ์ Sailing Stones หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของปรากฏการณ์ “หินเดินได้” ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นในทุก 2-3 ปีเท่านั้น คือจะมีร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหินเป็นทางยาวหลายร้อยเมตรอย่างน่าอัศจรรย์ การเคลื่อนที่ของหินบางก้อนที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ซึ่งต้องใช้เวลาเคลื่อนที่ไปในเขตที่ราบสูง เรซ แทรค พลาย่า (Racetrack Playa) แห่งนี้นานประมาณ 3 - 4 ปี

        งานวิจัยของ Richard Norris นักโบราณชีวะวิทยา ซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน ได้อธิบายว่า การเกิดปรากฏการณ์ “หินเดินได้” นั้นเกิดจากแผ่นน้ำแข็งก่อตัวขึ้นเป็นแผ่นบางๆ มีความหนาประมาณ 3-5 มิลลิเมตร หลังจากที่มีฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยเต็มที แล้วละลายเมื่อมีแสงแดดส่อง ทำให้พื้นน้ำแข็งแตกเป็นแผ่นเล็กๆ พอมีลมพัดผ่านพื้นที่ดังกล่าว น้ำแข็งแผ่นย่อยเหล่านี้ก็จะผลักดันก้อนหินเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจนทำให้เกิดเป็นรอยทาง ประกอบกับพื้นที่ผิวเป็นดินโคลนอ่อนๆ เมื่อน้ำรอบก้อนหินแข็งตัว และมีกระแสลมพัดผ่านทางด้านบนทำให้แผ่นน้ำแข็งลากก้อนหินให้ไถลไปด้วย จึงเกิดเป็นร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหิน คล้ายกับหินเดินได้ดังกล่าว

 

เริ่มต้นการเดินทางสู่หุบเขาแห่งความตาย (Death Valley National Park)  

 

 

        สำหรับการเดินทางเราเริ่มเดินทางเราจะออกจาก Las Vegas ขึ้นเหนือ ลุยทะเลทรายตามเส้นทางหุบเขามรณะ (Death Valley National Park) โดยก่อนเดินทางเพื่อนผมผู้มีประสบการณ์บอกกับผมว่า ถ้าจะไปเราต้องใช้รถ SUV 4x4 เท่านั้นและต้องมีคนที่พร้อมเปลี่ยนยางเป็นด้วย เนื่องจากเส้นทางหลังจากเข้าสู่เขตอุทยานเพื่อจะมุ่งสู่ Death Valley นั้นเป็นหินแหลมคม ระยะทางกว่า 20 ไมล์ นั่นหมายถึงเรามีโอกาสยางแตก และหากยางแตกเกินกว่า 1 เส้น นั้นหมายถึงเราจะติดอยู่ใน Death Valley นานกี่วันอันนี้ตอบไม่ได้ เพราะแต่ละเดือนมีคนเข้าไปน้อยมาก หรือแทบไม่มีใครขับรถเข้าไปเพราะค่อนข้างเสี่ยง นอกจากนี้ ด้านในก็ไม่มีเจ้าหน้าที่อีกด้วย และที่เลวร้ายที่สุดคือ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ (คำแนะนำส่วนตัว ถ้าใครอยากจะไปแบบไม่เสี่ยง ควรหาเพื่อนขับรถไปด้วยกัน 2 คันจะดีที่สุด) 

        สำหรับภาพเส้นทางที่สุดโหดซึ่งเต็มไปด้วยหินขนาดใหญ่ แหลมคมนั้น ผมไม่สามารถหยิบกล่องออกมาถ่ายภาพได้ เนื่องจากต้องคอยมองทางและระมัดระวังตลอดการเดินทาง รวมทั้งต้องแข่งกับเวลาเพื่อให้เดินทางไปถึงที่หมายก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน เพราะหากขับรถในขณะมืดแล้ว จะอันตรายมาก เพราะเราจะมองไม่เห็นหินแหลมๆ ที่จะคอยทิ่มยางเราได้เลย

 

โชคดีของเรา (ถือเป็นการฟาดเคราะห์ อุ๊ยตาย! วิทยาศาสตร์ล้วนๆ) ยางรถเราไม่แตก แต่ต้องไปช่วยชาวต่างชาติที่รถยางแตกจากหิน 

 

        จากภาพข้างต้น ฝรั่งชาวต่างชาติที่มาเที่ยว Death Valley ซึ่งรถยางแตกอยู่นั้น ซึ่งเปลี่ยนยางไม่เป็น และคงรอคนมาช่วยอยู่นานมาก พอพวกเค้าเห็นเราเค้าใช้การจอดรถขวางทางไม่ให้ผ่าน เพื่อให้พวกเราช่วยเหลือให้ได้ แต่คนไทยอย่างเราก็ไม่แล้งน้ำใจนะครับ ผมนี่มุดรถเปลี่ยนยางให้เค้า และได้น้ำเปล่ามา 1 ขวด หลังจากช่วยเหลือชาวบ้านเสร็จพวกเราก็รีบเดินทางต่อเพราะยังคงเหลือระยะทางอีกไกล เราไปถึงจุดหมายหลายทางก็ค่ำพอดี 

 

ที่เห็นเป็นเหมือนหินธรรมดาแบบนี้ พอลงไปดูถึงรู้ว่า หินที่นี้มันแหลมคมมาก คงเพราะมันเป็นหินที่แตกๆ และประกอบกับพื้นที่มันแห้งแล้งมาก จนแทบไม่มีการกัดกร่อนของฝนเลยก็ว่าได้

 

 

        และแล้วเราก็เดินทางถึงจุดหมาย ซึ่งตอนนั้นก็ค่อนข้างมืดแล้ว พวกเราเริ่มวางแผนเดินสำรวจสถานที่จุดตั้งกล้องถ่ายภาพกัน เพราะต้องเดินหาหินเดินได้กันก่อนว่า ก้อนไหนสวย ก้อนไหนเห็นร่องรอยการเคลื่อนที่ของก้อนหินชัดที่สุด เพราะบริเวณดังกล่าวแทบไม่น่าเชื่อ ตอนเราดูด้วยตาเปล่าก็ดูเหมือนไม่กว้างมาก แต่แค่พอเดินลงไปสำรวจเท่านั้นถึงรู้ว่ามันกว้างและไกลมาก 

        หลังจากพวกเราทางอาหารเสร็จ ท้องฟ้าก็เริ่มมืด แต่ยังดีที่ยังพอมีแสงดวงจันทร์อยู่บ้าง สิ่งสำคัญของการถ่ายภาพบริเวณที่เรียกได้ว่าเป็น “เขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า” (Dark Sky Area) คือ ในช่วงที่เป็นกลางคืน ไม่มีแสงดวงจันทร์ท้องฟ้าบริเวณดังกล่าวจะมืดมาก ซึ่งมีพื้นที่โดยรอบอุทยานยาวกว่า 225 กิโลเมตร ที่ปราศจากแสงไฟ เรียกได้ว่า “มืดที่สุดในชีวิต” ของพื้นที่ที่เคยออกไปถ่ายภาพดวงดาวเลยก็ว่าได้

 

ป้ายแสดงการได้รับการรับรองเป็นเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า จาก International Dark-sky Association หรือ IDA ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยเรา ทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ก็กำลังการรณรงค์สร้างพื้นที่บริเวณท้องฟ้าดอยอินทนนท์ให้เป็นเขตอนุรักษ์ความมืดขอท้องฟ้า เพื่อเสนอกับทาง IDA เช่นกัน

 

        สิ่งแรกที่ควรทำก่อนเดินออกไปถ่ายคือ การทำความเข้าใจกันก่อน คือ เราจะใช้แสงไฟฟ้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะแสงไฟอาจทำให้รบกวนสัตย์ที่อยู่แถวนั้น และในความมืดและโล่งกว้างมาก หากเราเดินไปเรื่อยๆ เราอาจหลงทางในความมืดได้ง่ายๆ จึงต้องปักหมุดตำแหน่งของรถที่เราจอดไว้ใน Google Map ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อใช้นำทางหากเดินไปไกลแล้วหลงทาง

 

ภาพแรกสดๆ จากหลังกล้อง มืดจนแทบไม่เห็นอะไรเลย

 

ภาพถ่ายทางช้างเผือกจากหลังกล้อง บริเวณ Death valley ซึ่งจากภาพเราแทบมองไม่เห็นรายละเอียดของพื้นด้านล่างเลย

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF16-35mm f/2.8L II USM / Focal length : 16 mm. / Aperture : f/2.8 / ISO : 2000 / Exposure : 30sec)

 

ภาพถ่ายท้องฟ้ามุมกว้าง บริเวณ Death valley ด้วยเลนส์ฟิชอาย

(ภาพโดย : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์ / Camera : Canon 1DX / Lens : Canon EF 8-15mm f/4L USM Fisheye Lens / Focal length : 8 mm. / Aperture : f/4.0 / ISO : 4000 / Exposure : 60sec)

 

        จากภาพข้างบน ผมใช้เวลาถ่ายนานกว่า 1 นาทีเพื่อต้องการที่จะเก็บรายละเอียดทั้งท้องฟ้าแนวทางช้างเผือกและฉากหน้าที่เป็นพื้นดินและหินเดินได้ แต่ภาพที่ได้ของฉากหน้านั้น ต้องยอกรับว่ามืดมากจนแทบเก็บรายละเอียดมาไม่ได้เลย ซึ่งจะเห็นว่ามีสัญญาณรบกวน (Noise) ค่อนข้างมาก ถึ่งแม้จะใช้ค่าความไวแสงสูงถึงถึง ISO4000 แล้วก็ตาม ซึ่งก็สมกับที่ได้รับการรับรองให้เป็นเขตอนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้าจริงๆ 

        ในตอนต่อไปผมจะมานำภาพถ่ายมาให้ดูกันว่า สถานทีที่มืดสนิทมาก มีความน่าสนใจอย่างไร และภาพถ่ยจะออกมาเป็นแบบไหน ติดตามกันในคอลัมน์หน้านะครับ