ท้องฟ้าในเดือนธันวาคม

Share

ท้องฟ้าในเดือนธันวาคม

 

        สวัสดีครับสำหรับมุมนักดูดาวในเดือนธันวาคม ก็ย่างเข้าสู่ฤดูแห่งเทศการชมดาวแล้ว ซึ่งในเดือนนี้เป็นอีกหนึ่งที่ผมชมมากที่สุดเพราะมีกลุ่มดาว วัตถุท้องฟ้าต่าง และเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจภายในเดือนธันวาคมนี้ และยังเป็นช่วงที่ฟ้าปลอดโปร่งเกือบทุกคืน ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมกับการดูดาวมากที่สุด 

 

กลุ่มดาวในช่วงเดือนธันวาคม

        กลุ่มดาวที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงหัวค่ำ กลุ่มดาวหมาใหญ่ กลุ่มดาวหมาเล็ก กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวสารถี กลุ่มดาวเพอร์เซอุส กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวแอนโดเมดา กลุ่มดาวม้าปีก กลุ่มดาวหงส์ กลุ่มดาวนกอินทรี กลุ่มดาวนกฟินิกส์ กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวแม่น้ำ กลุ่มดาวกระต่ายป่า กลุ่มดาวปลาคู่ กลุ่มดาวแกะ กลุ่มดาวมกร กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ กลุ่มดาวปลาโลมา กลุ่มดาวปลาทางใต้ กลุ่มดาวนกกระเรียน กลุ่มดาววัว

 

รูปที่ 1 ท้องฟ้าในเดือนธันวาคมเวลา 20:00 .

 

        สามเหลี่ยมฤดูหนาว ในช่วงเดือนันวาคมนี้เราสามรถสังเกตเห็นสามเหลี่ยมฤดูหนาวในช่วงเวลาประมาณ 21:40 . โดยสามเหลี่ยมฤดูหนาวจะประกอบด้วยดาวซีเรียส ในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ไปดาวโพรไซออน ในกลุ่มดาวหมาเล็ก และดาวบีเทลจูส ในกลุ่มดาวนายพราน เมื่อเรารากเส้นสมมุติต่อกันระหว่างดาวทั้ง 3 ดวง จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า

        หลังจากที่สามเหลี่ยมฤดูหนาวโผล่พ้นจากขอบฟ้าไปขึ้นมาแล้วเรายังสามารถสังเกตกลุ่มดาวเรียงเด่นได้อีกกลุ่มหนึ่งนั้นก็คือหกเหลี่ยมฤดูหนาวซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับสามเหลี่ยมฤดูหนาว โดยผู้สังเกตสามารถรากเส้นสมมุติต่อกันระหว่างดาวทั้ง 6 ดวง ซึ่งประกอบด้วยดาว ดาวซีเรียส ในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ดาวไรเจล ในกลุ่มดาวนายพราน ดาวอัลดีบาแรน ในกลุ่มดาววัว ดาวคาเพลลา ในกลุ่มดาวสารถี ดาวโพรไซออน ในกลุ่มดาวหมาเล็ก และดาวพอลลักซ์ ในกลุ่มดาวคนคู่ แล้วรากเส้นต่อมายังดาวซีเรียส ในกลุ่มดาวหมาใหญ่อีกครั้งเราก็จะได้หกเหลี่ยมฤดูหนาว (ผู้สังเกตสามารถเริ่มลากจากดาวดวงไหนก่อนก็ได้ใน 6 ดวงนี้ ซึ่งจะรากวนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนนาฬิกาก็ได้แล้วแต่ความถนัด)

        ในช่วงหัวค่ำเรายังสามารถสังเกตเห็นสามเหลี่ยมฤดูร้อนอยู่ทางขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ถึงเวลาเกือบ 3 ทุ่ม

 

รูปที่ 2 ภาพถ่ายสามเหลี่ยมฤดูร้อน ดาวสว่างที่อยู่ด้านบนสุดคือดาววีกา ในกลุ่มดาวนกอินทรี ดวงที่อยู่ด้านขวาสุดคือดาวดาวเดเนป ในกลุ่มดาวหงส์ และดาวที่อยู่ด้านล่างกลางภาพคือดาวอัลแตร์ ในกลุ่มดาวพิณ เมื่อเรารกเส้นสมมุติต่อกันระหว่างดาวทั้ง 3 ดวง จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว และเมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นทางช้างเผือกร่างๆ 

 

เรื่องเล่ากลุ่มดาว

        สำหรับเดือนนี้เรื่องเล่ากลุ่มดาวจะขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มดาวแพะทะเล หรือกลุ่มดาวมกร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านใน 1 รอบปี กลุ่มดาวแพะทะเลเป็นอีกกลุ่มดาวหนึ่งที่ไม่มีความโดดเด่นมากนัก แต่ก็มีความน่าสนใจทางประวัติไม่น้อย 

 

กลุ่มดาวแพะทะเล หรือกลุ่มดาวมกร (Capricornus)

        กลุ่มดาวมกร หรือกลุ่มดาวแพะทะเล ซึ่งคนไทยมักจะเรียกกันผิด ว่ากลุ่มดาวมังกรแท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นกลุ่มดาว 12 ราศี แต่กลุ่มดาวนี้อยู่ในบริเวณใกล้กับขั้วท้องฟ้าเหนืออยู่ระหว่างกลุ่มดาวหมีเล็ก และกลุ่มดาวหมีใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าคนไทยไม่ค่อยรู้จักและคุ้นเคยกันกับตัวมกรจึงทำให้เข้าใจว่าเป็นตัวมังกรและผู้เขียนเองก็ยังเคยเข้าใจผิดนึกว่าหนังสือเขียนผิด เพราะว่าลัษณะการอ่านที่มีความคล้ายคลึงกันคือมกรกับมังกรต่างกันแค่มะกับมังซึ่งในบางครั้งก็แอบคิดว่าผู้เขียนคนอื่นคงเขียนตกหล่นไป และเพื่อไม่เกิดความสับสนในหนังสือเล่มนี้ขอเรียกกลุ่มดาวแพะทะเล และกลุ่มดาวมกรเพื่อความสะดวกของผู้อ่านเอง

        กลุ่มดาวแพะทะเล เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักรราศีที่อยู่ถัดจากกลุ่มดาวคนยิงธนูไปทางด้านทิศตะวันออก ภายในกลุ่มดาวนี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์ที่เรียงอย่างน้อย 9 ดวง เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านโค้ง ซึ่งอาจจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนมากนัก และยังเป็นกลุ่มดาวที่มีความเก่าแก่อีกกลุ่มดาวหนึ่งที่ยังคงใช้กันจนมาถึงปัจจุบัน

        ส่วนใหญ่กลุ่มดาวแพะทะเล มักจะถูกเรียกว่ากลุ่มดาวมกร (Capricorn) และชื่อของกลุ่มดาวเป็นภาษาละตินว่าแพะผู้ตัวมีเขา” (Horned male goat) หรือแพะมีเขา” (Goat horn) และเป็นตัวแทนทั่วไปในรูปแบบของทะเลแพะ (Sea-goat) ตามตำนานมีความเกี่ยวกับสัตว์ที่เป็นครึ่งแพะครึ่งปลา กลุ่มดาวแพะทะเลยังเป็นหนึ่งในสามของกลุ่มดาวจักราศีที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งที่เหลืออีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ และกลุ่มดาวปลาคู่

        กลุ่มดาวแพะทะเลเป็นหนึ่งใน 88 กลุ่มดาวที่ยังมีการใช้ในปัจจุบัน และยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มดาวที่ถูกระบุในกลุ่มดาวทั้ง 48 กลุ่ม ตามบันทึกของนักดาราศาสตร์โบราณ ชื่อปโตเลมี ในช่วงศตวรรษที่ 2 กลุ่มดาวนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ในท้องฟ้าที่เรียกว่าทะเลหรือทางน้ำ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มดาวที่มีความเกี่ยวข้องกับน้ำหลายอย่างกลุ่ม เช่น กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ กลุ่มดาวปลาคู่ และกลุ่มดาวแม่น้ำอีริดานัส กลุ่มดาวแพะทะเลเป็นกลุ่มที่สองที่เห็นได้เลือน รองจากกลุ่มดาวปูที่มีขนาดของกลุ่มดาวที่เล็กที่สุดในกลุ่มดาวจักราศี 

 

รูปที่ 3 แสดงตำแหน่งดาวในกลุ่มดาวแพะทะเล

 

รูปที่ 4 แผนภาพในการเชื่อมต่อของดาวในกลุ่มดาวแพะทะเล อีกแบบหนึ่ง

 

ตารางที่ 1 แสดงชื่อดาวและรายละเอียดของดาวที่สำคัญในกลุ่มดาวแพะทะเล

ชื่อดาว

ค่าความสว่าง

ปรากฏ

ค่าความสว่าง

สัมบูรณ์

ชื่อเฉพราะ

ชื่ออ่านภาษาไทย

ชื่อสามัญ

Deneb Algiedi

เดเนบ อัลจีดิ

δCap

2.85

2.49

Dabih

ดาบิห์

β Cap

3.05

−2.07

Algedi Secunda

อัลจีดิ

α2Cap

3.58

0.97

Nashira

นาชิรา

γCap

3.69

0.54

Yan

ยาน

ζ Cap

3.74

−1.66

Qin

ควิน

θCap

4.08

0.65

Baten Algiedi

เบเทน อัลจีดิ

ω Cap

4.12

−2.30

Yue

เยีย

ψ Cap

4.13

3.30

Dai

ได

ι Cep

4.28

0.18

Castra

แคสทรา

εCep

4.51

−2.03

Alshat

อัลแชท

υCep

4.77

0.16

Arm

อาร์ม

ηCap

4.82

1.39

Okul

โอกูล

πCap

5.08

−1.47

Kuh

กูห์

μ Cep

5.08

2.87

 

 

ประวัติศาสตร์และตำนานของกลุ่มดาวแพะทะเล

        ถึงแม้ว่ากลุ่มดาวแพะทะเลจะมีความเลือนลางแห่งหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดและยังเกี่ยวข้องกับตำนาน ที่รับหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ในฐานะเป็นตัวแทนของสัตว์ผสมหระหว่างแพะกับปลา มาตั้งแต่ช่วงกลางของยุคสำริด (Middle Bronze Age)

        กลุ่มดาวนี้ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเป็นที่รู้จักของชาวซูเมอร์ (สุเมเรียน) กับชาวบาบิโลน เป็นครั้งแรกที่มีข้อพิสูจน์หลักฐานที่เด่นชัดที่ปรากฏบนตรากระบอก” (Cylinder seal) ซึ่งกลุ่มดาวแพะทะเลถูกบันทึกอย่างชัดเจน โดยชาวซูเมอร์โบราณเรียกกลุ่มดาวนี้ว่า SUHUR-HA-MASH มีความหมายว่าแพะปลาเป็นตัวแทนของสัตว์ที่มีหัวเป็นแพะหางเป็นที่ปลา ซึ่งเป็นที่ความชื่นชอบของชาวซูเมอร์โบราณสำหรับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกนี้ แต่หลังจากที่ชาวซูเมอร์เสื่อมอำนาจลงเพราะการทำสงครามกับชนเผ่าอื่น ที่เข้ามารุกราน และเกิดการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในระหว่างพวกชาวซูเมอร์ด้วยกันเอง ในเวลาต่อมาชาวอามอไรต์ (Amorite) ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมาใหม่และเริ่มต้นพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านทางดาราศาสตร์ ซึ่งได้มีการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาที และยังสามารถพยากรณ์การเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาตลอดจนคำนวณเวลาการโคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปีได้อย่างถูกต้อง และจากบันทึกบัญชีรายชื่อดาวของชาวบาบิโลน และเรียกกลุ่มดาวแพะทะเลในชื่อ MULSU?UR.MAŠ มีความหมายว่าแพะปลา” (The Goat-Fish) ซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากชาวซูเมอร์

        เมื่อประมาณ 3000 ปีก่อน กลุ่มดาวมีสัญลักษณ์เป็นเทพเอนกิ (Enki) หรือ Ea (God Ea) และในบางครั้งเป็นตัวแทนของ เทพเจ้าโอนเนส (Oannes) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญามีลักษณะเป็นรูปเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปลา และในช่วงยุคสำริดกลุ่มดาวแพะทะเลนี้เคยเป็นที่อยู่ของจุดเหมายัน (Winter Solstice) มาก่อน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปอยู่ทางใต้มากที่สุด และมีระยะเวลากลางคืนยาวนานกว่าระยะเวลากลางวันมากที่สุด 

        เนื่องจากการหมุนควงของแกนโลก จึงทำให้จุดเหมายันเลื่อนไปด้วย จุดเหมายันที่เคยอยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเลเพิ่มเคลื่อนออกทีละน้อยและสิ้นสุดลงเมื่อประมาณเกือบ 2100 ปีที่ผ่านมา (ประมาณ .. 413 หรือก่อนคริสตกาล 130 ปี) ปัจจุบันจุดเหมายันจะเกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนที่มาอยู่ที่กลุ่มดาวธนู ปัจจุบันเรียกจุดนี้ว่าเส้นเขตร้อนของมกร” (Tropic of Capricorn) และยังนำไปใช้กับเส้นบนโลกขณะที่ดวงอาทิตย์อยู่ตรงเหนือศีรษะในตอนเที่ยงว่าวันครีษมายัน

 

รูปที่ 5 ภาพพิมพ์ขากตรากระบอก (Cylinder seal) แสดงเทพเอนกินั่งอยู่บนบัลลังก์สวมมงกุฏมีเขาคล้ายเข้าของแพะที่มีลำธารไหลเต็มไปด้วยปลา

 

        ในตำนานเทพเจ้ากรีก ในบางครั้งกลุ่มดาวนี้ถูกระบุว่าเป็นเอเมลธีอา (Amalthea) ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ในฐานะแม่บุญธรรมของมหาเทพซุสในวัยเด็ก และยังมีชื่อในภาษากรีกอีกชื่อว่าเทพธิดาอ่อนโยน” (Tender Goddess) ซึ่งหลังจากที่รีอา  (Rhea) แม่ผู้ให้กำเนิดของมหาเทพซุสได้ช่วยให้ทารกน้อยซุสหลุดรอดจากความตายจากการกลืนกินของโครนอส (Cronos) พ่อตัวเอง รีอาได้นำเด็กน้อยมาฝากให้เทพธิดาอ่อนโยนเอเมลธีอาเลี้ยง เอเมลธีอาเลี้ยงซุสน้อยด้วยนมของแพะ ในขนาดที่ดูดนมแพะซุสน้อยเผลอหักเขาของแพะ ซึ่งเขาได้กลายเป็นความอุดมสมบูรณ์ หรือเขาแห่งความอุดมสมบูรณ์ (Horn of plenty) กลุ่มดาวมกรในบางครั้งถูกระบุว่าเป็นเทพแพน (เทพที่มีหัวแพะ) ตามตำนานเทพเจ้ากรีก

 

 

รูปที่ 6 วัยเด็กของดาวพฤหัสบดี (Giorgio Vasari, 1555-1556)

ดาวพฤหัสบดีเลี้ยงดูโดย Amalthea Nicolas Poussin, จิตรกรชาวฝรั่งเศส (1594-1665)

 

        ในตำนานเทพเจ้ากรีก กลุ่มดาวนี้มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ทวยเทพจากเขาโอลิมปัส ค้นหาที่หลับภัยในอียิปต์ แต่โชคไม่ดี ตามตำนานมหากาพย์การต่อสู้ของทวยเทพกับไททัน ความสงบสุขอยู่ได้ไม่นาน ในขณะที่สัตว์ประหลาดไทฟอน (Typhon) บุตรชายของไททันทาร์ทารัสกับไกอา (Gaia) เทพีแห่งธรณี พยายามแก้แค้น ไทฟอนสัตว์ประหลาดที่น่ากลัว ซึ่งมีลมหายใจเป็นไฟ ตัวสูงกว่าภูเขาและมีแขนทั้งหมดมีนิ้วมือเป็นหัวงู เหล่าทวยเทพจากเขาโอลิมปัสพยายามที่จะหลบหนีโดยการปลอมตัว โดยมหาเทพซุสปลอมตัวเป็นแกะตัวผู้ ราชินีแห่งทวยเทพเฮราปลอมตัวเป็นวัวสีขาว และเทพแบ็คคัส (ฉบับอื่น ของตำนานแสดงเป็นเทพแพน) ปลอมตัวเป็นแพะตัวผู้ ในขณะที่สัตว์ประหลาดไทฟอนเข้ามาประชิด เทพแบ็คคัส (เทพแพน) กระจนลงไปในแม่น้ำไนล์ ด้วยความหวาดกลัว ได้เปลี่ยนส่วนหนึ่งของร่างกายของเขา ส่วนที่เหลือของร่างกายครึ่งบนเป็นแพะและครึ่งล่างเป็นหางของปลา ในขณะเดียวกัน มหาเทพซุสถูกชำแหละแยกชิ้นส่วนโดยฟอน แต่ได้รับการช่วยเหลือจากเทพแบ็คคัส (เทพแพน) ได้ตะโกนออกมาด้วยเสียงที่ร้องดังมาก รบกวนสัตว์ประหลาดไทฟอนนานพอสำหรับเทพเฮอร์เมส (Hermes) ที่จะเก็บแขนขาของมหาเทพซุสและเรียกคืนชีพมหาเทพซุสอย่างระมัดระวัง หลังจากที่เทพเฮอร์เมส และเทพแพนช่วยให้มหาเทพซุสฟื้นคืนชีพแล้ว มหาเทพซุสได้ออกตามหาสัตว์ประหลาดไทฟอน ในที่สุดมหาเทพซุสก็ได้ฆ่าสัตว์ประหลาดไทฟอนได้เสร็จ โดยการใช้สายฟ้าตัดร่างของสัตว์ประหลาดไทฟอน และฝังร่างของสัตว์ประหลาดไทฟอนไว้ภายใต้ภูเขาไฟเอตนา (Mount Etna) ในซิซิลี ซึ่งยังคงเรอไฟออกมาจากลมหายใจของสัตว์ประหลาด ด้วยความสำนึกในบุญคุณมหาเทพซุส ซึ่งได้นำภาพของเทพแบ็คคัส (เทพแพน) ไปวางไว้ในท้องฟ้าให้เป็นกลุ่มดาวมกร

        กลุ่มดาวแพะทะเล เป็นตำนานของแพะดำน้ำที่สวยงามกับเรื่องราวของปลา เป็นหนึ่งในตำนานที่เก่าแก่ที่สุดในจำนวนกลุ่มดาวจักราศีทั้งหมด ถึงกลับเป็นบันทึกหรือสัญลักษณ์ของกลุ่มดาวที่สืบทอดจนมาถึงปัจจุบัน

 

รูปที่ 7 เป็นภาพของกลุ่มดาวมกรในหนังสือ Uranographia ของโยฮันน์ โบด ด้านล่างเป็นกลุ่มดาวที่ถูกยกเลิก ประกอบด้วยกลุ่มดาวโกลบัส (Globus Aerostaticus) กับกลุ่มดาวบอลลูน (Balloon)

 

เส้นเขตร้อนของมกร (Tropic of Capricorn)

        เส้นเขตร้อนของมกร คือ เส้นละติจูดบนโลกที่ดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่เหนือศีรษะตอนเที่ยงในวันเหมายน ประมาณวันที่ 22 ธันวาคม ของเกือบปี ในสมัย??กรีกดวงอาทิตย์อยู่ในกลุ่มดาวมกรในวันนี้ แต่ผลจากการส่ายของแกนโลกทำให้ในปัจจุบันดวงอาทิตย์อยู่ที่กลุ่มดาวธนูในวันเหมายัน

 

กลุ่มดาวของชาวจีน

        นักดาราศาสตร์จีนที่เชื่อมโยงดาวอัลฟา คาพริคอร์นี (Alpha Capricorni) ดาวเบตา คาพริคอร์นี (Beta Capricorni) ดาวพาย คาพริคอร์นี (Pi Capricorni) ดาวโอมิครอน คาพริคอร์นี (Omicron Capricorni) ดาวโร คาพริคอร์นี (Rho Capricorni) และดาวนิว คาพริคอร์นี (Nu Capricorni) หรือ ดาวซิ คาพริคอร์นี (Xi Capricorni) ซึ่งเชื่อมโยงกันก่อเป็นกลุ่มดาวที่มีรูปทรงบ่วงคล้อง” (Noose) ที่เรียกว่าหนีอู่” (Niu) “วัวคิดว่าน่าจะเป็นตัวแทนของสัตว์ที่ถูกการบูชายัญในช่วงกลางฤดูหนาว หนีอู่ยังเป็นชื่อที่กำหนดให้กับจันทร์คฤหาสน์ระดับที่ 9 อีกด้วย ถัดจากกลุ่มดาว Niu เป็นดาวอีก 3 ดวง คือจางรวมทั้งดาวเทา คาพริคอร์นี (Tau Capricorni) และอัพซิลอน คาพริคอร์นี (Upsilon Capricorni) เป็นกลุ่มดาวเหลาหนาน” (Luoyan) เป็นเครือข่ายของเขื่อนหรือเขื่อนปากกาน้ำเพื่อการชลประทาน ทางน้ำสมมุติสำหรับสนามของจักรพรรดิหรือพื้นที่การเกษตรของจักรพรรดิ กลุ่มดาวเทียนเทียน (Tiantian) ที่อยู่ทางใต้ของกลุ่มดาวแพะทะเล ซึ่งในพื้นที่นี้ถูกสร้างขึ้นโดยดาว 9 ดวง (บางคนก็บอกว่ามีเพียง 4 ดวง) รวมทั้ง ดาวปอนด์ คาพริคอร์นี (Psi Capricorni) ดาวโอเมก้า คาพริคอร์นี (Omega Capricorni) และดาว 24 คาพริคอร์นี (24 Capricorni) More water came from Jiukan ซึ่งอยู่ทางใต้ไกลออกไปในกลุ่มดาว Microscopium ในปัจจุบัน

 

วัตถุท้องฟ้าในกลุ่มดาวแพะทะเล

Messier 30 (NGC 7099)

        เมสสิเออ 30 (หรือที่เรียกกันว่า M30 หรือ NGC 7099) เป็นกระจุกดาวทรงกลมที่อยู่ทางใต้ของกลุ่มดาวแพะทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุท้องฟ้าแรก ถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ ชาร์ลส์ เมสซิเออ ในปี .. 2307 (.. 1764) เมสซิเอออธิบายว่าวัตถุดังกล่าวเป็นเนบิวลากลม (Circular nebula) ที่ปราศจากดาว และในบัญชีรายชื่อทั่วไปใหม่ (New General Catalogue) ซึ่งรวบรวมวัตถุท้องฟ้าเหล่าในช่วงปี .. 2423 (.. 1880) และถูกอธิบายว่าเป็นทรงกลมที่โดดเด่น สว่าง มีขนาดใหญ่ เป็นรูปวงรีเล็กน้อยกระจุกดาวทรงกลม M30 เป็นกระจุกดาวที่มีดาวฤกษ์ค่อนข้างหนาแน่นและถูกจัดให้อยู่ในชั้นความเข้มข้นระดับ 5 (ระดับ V)

        M30 อยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 29,400 ปีแสง มีเส้นผ่านศูนย์กลางของกระจุกดาวประมาณ 93 ปีแสง อายุของกระจุกดาวที่ที่ประมาณคร่าว 12,930,000,000 ปี และมีมวลรวมประมาณ 160,000 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ วงโคจรของกระจุกดาวเคลื่อนที่ถอยหลังผ่านด้านในฮาโลของกาแล็กซีทางช้างเผือก (The cluster is following a retrograde orbit through the inner galactic halo) ชี้ให้เห็นว่ากระจุกดาวมาจากกาแล็กซีบริวารมากกว่าที่จะก่อตัวขึ้นภายในกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งในปัจจุบันกระจุกดาวมีระยะทางประมาณ 22,200 ปีแสง (6,800 พาร์เซก) จากศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก เมื่อเทียบระยะทางกับดวงอาทิตย์มีระยะทางประมาณ 26,000 ปีแสง (8,000 พาร์เซก) จากศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก และกระจุกดาวนี้กำลังเคลื่อนมาใกล้ระบบสุริยะที่ความเร็ว 181.9 กิโลเมตรต่อวินาที ดาวฤกษ์ที่อยู่ในกระจุกดาว M30 ส่วนใหญ่เป็นดาวที่มีการจำแนกสเปกตรัมชนิด F3 

 

รูปที่ 8 กระจุกดาวทรงกลม M30 ในกลุ่มดาวแพะทะเล 

ภาพถ่ายจาก Hubble Space Telescope (NASA, ESA)

 

        ดาวฤกษ์ที่อยู่ในกระจุกดาวทรงกลม M30 โดยทั่วไปมักจะมีอายุมากประมาณ 12 – 13 พันล้านปี แต่ก็ยังมีดาวฤกษ์ที่มีอายุน้อยจำนวนหนึ่งที่ปรากฏ (เมื่อเที่ยบกับอายุกับประชากรหลัก) และดาวฤกษ์ที่มีอายุน้อยเหล่านี้ดูเหมือนจะตกค้าง ซึ่งที่จริงแล้วดาวที่เกิดขึ้นตามเส้นทางปกติของการวิวัฒนาการของดาวส่วนใหญ่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่สีแดง ซึ่งสาเหตุน่าจะเกิดจากที่กระจุกดาวที่ได้ผ่านกระบวนการพลวัตที่เรียกว่าแกนยุบ (Core collapse) และขณะนี้มีความเข้มข้นของมวลที่แกนกลางประมาณ 1,000,000 เท่ามวลของดวงอาทิตย์ต่อลูกบาศก์พาร์เซก ซึ่งทำให้กระจุกดาวนี้เป็นหนึ่งในบริเวณที่มีความหนาแน่นสูงที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือก และพบว่าดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เคียงในบริเวณดังกล่าว มีอัตราการปฏิสัมพันธ์ที่สูงของดาวและสามารถสร้างเป็นระบบดาวคู่ได้ รวมทั้งดาวชนิดที่เรียกว่าดาวแปลกพวกสีน้ำเงิน” (Blue Straggler) ที่จะเกิดขึ้นจากการโอนมวล กระบวนการของการแบ่งแยกมวล (Mass segregation) อาจจะก่อให้เกิดบริเวณพื้นที่ตรงกลางระหว่างดาวทั้งสองที่ได้รับมวลในสัดส่วนที่มากกว่ามวลของดาว สร้างการไล่ระดับสีให้ระบบดาว ด้วยมีสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นไปยังศูนย์กลางของระบบดาว ซึ่งกระบวนการนี้เป็นการถอยหลังของดาวที่มีอายุเก่ากลับมาร้อนและสว่างเป็นดาวที่มีอายุหนุ่มคล้ายกับการคืนชีพขึ้นมาใหม่และได้รับชีวิตใหม่ นักดาราศาสตร์จึงการขนานนามกระบวนการนี้ว่ากระบวนการแวมไพร์” (Vampirism)

 

รูปที่ 9 กระบวนการแวมไพร์ และการชนที่ชุบตัวดาว (Collisions Rejuvenate) ดาวแปลกพวกสีน้ำเงิน

รูปจาก NASA/ ESA

 

กลุ่มกาแล็กซีขนาดเล็กของฮิคสัน* 87 (Hickson Compact Group : HCG 87) 

        กลุ่มกาแล็กซีขนาดเล็กของฮิคสัน 87 เป็นกลุ่มกาแล็กซีขนาดเล็กที่อยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล กลุ่มกาแล็กซีนี้มีกาแล็กซีอย่างน้อย 3 กาแล็กซี ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปประมาณ 400 ล้านปีแสง ประกอบด้วยกาแล็กซีทรงรีขนาดใหญ่ กาแล็กซีกังหันที่หันหน้ามายังโลก และกาแล็กซีกังหันที่หันขอบ กาแล็กซีกังหันที่หันหน้ามายังโลกกำลังประสบกับความผิดปกติในอัตราที่สูงจากการก่อตัวของดาวฤกษ์ แสดงให้เห็นว่ากาแล็กซีนี้มีการปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกของกลุ่มหนึ่งกาแล็กซี หรืออาจจะทั้งสองกาแล็กซี นอกจากนี้กาแล็กซีทรงรีขนาดใหญ่และกาแล็กซีกังหันที่หันขอบ ซึ่งทั้งสองยังนิวเคลียสกัมมันต์ (Active nuclei) ที่เชื่อมต่อด้วยสายธารของดาวและฝุ่นละออง แสดงให้เห็นว่ากาแล็กซีทั้งสองก็มีการปฏิสัมพันธ์ นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่ากาแล็กซีทั้ง 3 อาจจะรวมตัวกันในอีกหลายล้านปีข้างหน้า และก่อให้เกิดเป็นกาแล็กซีทรงรีขนาดยักษ์ (Giant elliptical galaxy)

        *กลุ่มกาแล็กซีขนาดเล็กของฮิคสัน คือ ชุดของกาแล็กซีที่กำหนดและเผยแพร่ โดยพอล ฮิคสัน (Paul Hickson) ในปี .. 2525 (.. 1982)

 

รูปที่ 10 ภาพถ่าย HCG 87

ภาพถ่ายจาก GMOS-S Commissioning Team, Gemini Observatory

 

        กลุ่มดาวทะเลแพะจะเห็นที่ดีที่สุดในตอนเย็นในช่วงต้นเดือนกันยายนและตุลาคม สำหรับผู้สังเกตการณ์อาศัยอยู่ในซีกโลกเหนือและมีความคุ้นเคยกับกลุ่มดาวเรียงเด่นสามเหลี่ยมฤดูร้อน วาดเส้นสมมุติจากดาวเวก้าผ่านดาวอัลแทร์ เพื่อหากหากลุ่มดาวทะเลแพะที่อยู่ต่ำทางซีกท้องใต้ตามหัวลูกศรชี้ 

 

รูปที่ 11 การหากลุ่มดาวแพะทะเลจากสามเหลี่ยมฤดูร้อน

credit: chipdatajeffb

เหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจในเดือนธันวาคม

        สำหรับเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ และเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์อื่น ที่น่าสนใจ

 

ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ (Geminids Meteor Shower)

        ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ หรือฝนดาวตกคนคู่ จะเกิดขึ้นประมาณกลางเดือนธันวาคมของทุกปี ฝนดาวตกเจมินิดส์เป็นเศษซากของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน (3200 Phaethon) ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เข้าใกล้โลกและเวลาที่โคจรเข้ามาใกล้โลกจะทิ้งเศษที่ เป็นฝุ่นของแข็ง น้ำแข็ง จำนวนมากมายไว้ เศษฝุ่นที่เป็นเศษหลงเหลือจากดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้น จะตกเข้ามาในบรรยากาศของโลกซึ่งเมื่อเข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศของโลกก็จะทำ ให้เกิดแสงสว่างขึ้น โดยศูนย์กลางการกระจายของฝนดาวตก (Radiant) เจมินิดส์อยู่ระหว่างดาวคาสเตอร์ (Castor) และพอลลักซ์ (Pollux) ในกลุ่มดาวคนคู่ โดยจะขึ้นจากขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และจะเห็นฝนดาวตกได้ในช่วงวันที่ 7 – 17 ธันวาคม 2553 และจะเริ่มสังเกตเห็นมากที่สุดตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของคืนวันที่ 13 จนถึงเช้ามืดของวันที่ 14 ธันวาคม 2553 ตามเวลาประเทศไทย คาดว่าจะเห็นปริมาณฝนดาวตกโดยเฉลี่ยประมาณ 120 ดวงต่อชั่วโมง

 

ข้อมูลทั่วไปของฝนดาวตกเจมินิดส์

    เกิดจากเศษซากของ                                      ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน (3200 Phaethon)  

    ศูนย์กลางการกระจาย                                   กลุ่มดาวคนคู่

    ช่วงเวลาการเกิด                                           7 – 17 ธันวาคม 

    ช่วงเวลาที่เกิดมากที่สุด                                 13 – 14 ธันวาคม 

    จำนวนดาวฝนดาว ช่วงเวลาที่เกิดมากที่สุด : ประมาณ 60 ดวงต่อชั่วโมง

    ความเร็วของดาวตก                                     35 กิโลเมตรต่อวินาที

    เวลาที่เหมาะสมแก่การสังเกต                         หลังจากดวงจันทร์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้วตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของคืนวันที่ 13 จนถึงเช้ามืดของวันที่ 14 ธันวาคม

 

รูปที่ 12 แสดงบริเวณศูนย์กลางการกระจายของดาวตกเจมินิดส์ จากโปรแกรม Stellarium

 

การสังเกตการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์

        การสังเกตการณ์ฝนดาวตกลีโอนิดส์ในปีนี้อาจทำได้อยากเนื่องจาก ในวันที่ 13 – 14 ธันวาคม .. 2556 เป็นช่วงที่เกิดดวงจันทร์เต็มดวง โดยดวงจันทร์จะขึ้นจากขอบฟ้าประมาณ 13:42 . วันที่ 13 ธันวาคม และตกลับขอบฟ้าในเวลา 04:50 ของวันที่ 14 ธันวาคม และกลุ่มคนคู่จะโผล่พ้นจากขอบฟ้าในช่วงเวลา 20:00 . ของวันที่ 13 ธันวาคม ซึ่งผู้สังเกตสามารถสังเกตได้จนถึงเช้าของ14 ธันวาคม

 

ตารางที่ 2 แสดงปรากฏการณ์ในเดือนธันวาคม 2556

วันที่

เวลา(น.)

เหตุการณ์ทางดาราศาสตร์

2

05:25

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพุธ 1.75 องศา

3

07:22

- จันทร์ดับ

8

21:45

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเนปจูน 4.83 องศา

9

22:12

- จันทร์กึ่งแรก

 

ตลอดทั้งคืน

- ฝนดาวตกพัฟพิดส์-เวลิดส์ (อัตราเฉลี่ยประมาณ 15 ดวงต่อชั่วโมง)

11

17:51

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวยูเรนัส 4.50 องศา

14

ตลอดทั้งคืน

- ฝนดาวตกเจมินิดส์ (อัตราเฉลี่ยประมาณ 60 ดวงต่อชั่วโมง)

15

18:40

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอัลเดบาแรน 6.00 องศา

17

16:28

- จันทร์เพ็ญ

22

00:11

- วันเหมายัน (Winter Solstice)

23

02:09

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเรกูลัส 6.00 องศา

25

20:48

- จันทร์กึ่งหลัง

26

05:38

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอังคาร 4.50 องศา

27

02:20

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวสไปกา 2.25 องศา

29

13:14

- ดาวพุธอยู่ที่ตำแหน่งร่วมทิศวงนอก

 

05:38

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเสาร์ 1.02 องศา

ดาวเคราะห์ในเดือนธันวาคม 2556

        สำหรับในช่วงเดือนธันวาคมนี้เราสามารถสังเกตเห็นดาวเคราะห์ ได้ทั้งหมด 5 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ซึ่งทั้ง 5 ดวง เราสารมารถทำการสังเกตได้ตลอดเดือนธันวาคมนี้

 

รูปที่ 13 แสดงลักษณะปรากฏของดาวเคราะห์ในช่วงเดือนธันวาคม

 

การสังเกตดาวพุธ

        ในช่วงต้นเดือนธันวาคมผู้สังเกตการณ์สามารถทำการสังเกตการณ์ดาวพุธได้จากทางทิศตะวันออก ในกลุ่มดาวกลุ่มดาวคันชั่ง สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพุธช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้อยู่ที่ระหว่าง – 0.56 ถึง – 0.76

 

ตารางเวลาการขึ้น-ตก ของดาวพุธ

วัน/เดือน

เวลา

ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ตก

1 ธันวาคม

05:20

11:05

16:50

2 ธันวาคม

05:22

11:07

16:52

3 ธันวาคม

05:25

11:09

16:53

4 ธันวาคม

05:28

11:12

16:55

5 ธันวาคม

05:30

11:14

16:57

6 ธันวาคม

05:33

11:16

16:59

7 ธันวาคม

05:36

11:18

17:01

8 ธันวาคม

05:39

11:21

17:03

9 ธันวาคม

05:42

11:23

17:05

10 ธันวาคม

05:45

11:26

17:07

11 ธันวาคม

05:48

11:28

17:09

12 ธันวาคม

05:51

11:31

17:11

13 ธันวาคม

05:54

11:34

17:13

14 ธันวาคม

05:57

11:36

17:16

15 ธันวาคม

06:00

11:39

17:18

16 ธันวาคม

06:03

11:42

17:21

17 ธันวาคม

06:06

11:45

17:23

18 ธันวาคม

06:09

11:47

17:26

19 ธันวาคม

06:12

11:50

17:28

20 ธันวาคม

06:15

11:53

17:31

21 ธันวาคม

06:18

11:56

17:34

22 ธันวาคม

06:21

11:59

17:37

23 ธันวาคม

06:24

12:02

17:39

24 ธันวาคม

06:27

12:05

17:42

25 ธันวาคม

06:31

12:08

17:45

26 ธันวาคม

06:34

12:11

17:48

27 ธันวาคม

06:37

12:14

17:51

28 ธันวาคม

06:40

12:17

17:54

29 ธันวาคม

06:43

12:20

17:57

30 ธันวาคม

06:46

12:23

18:01

31 ธันวาคม

06:49

12:26

18:04

 

การสังเกตดาวศุกร์

        สำหรับการสังเกตการณ์ดาวศุกร์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม เราสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ในช่วงหัวค่ำซึ่งดาวศุกร์จะอยู่สูงจากขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันตก โดยดาวศุกร์จะปรากฏอยู่ในบริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู และผู้สังเกตยังจะได้เห็นดาวศุกร์อยู่ภายในบริเวณทางช้างเผือกในช่วงหัวค่ำหลังจากที่ดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปไม่นานและสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้จนถึงเวลา 20:20 . ก่อนที่ดาวศุกร์จะตกลาลับขอบฟ้าไป ซึ่งในช่วงเดือนนี้ถือว่าเป็นโอกาสทองที่จะทำการสังเกตดาวศุกร์ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวดาวศุกร์จะค่าความสว่างปรากฏอยู่ที่ระหว่าง – 4.36 ถึง – 4.34 

 

ตารางเวลาการขึ้น-ตก ของดาวศุกร์

วัน/เดือน

เวลา

ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ตก

1 ธันวาคม

09:36

15:12

20:49

2 ธันวาคม

09:34

15:11

20:48

3 ธันวาคม

09:33

15:10

20:47

4 ธันวาคม

09:31

15:08

20:45

5 ธันวาคม

09:29

15:06

20:44

6 ธันวาคม

09:27

15:05

20:42

7 ธันวาคม

09:25

15:03

20:41

8 ธันวาคม

09:23

15:01

20:39

9 ธันวาคม

09:21

14:59

20:37

10 ธันวาคม

09:18

14:57

20:35

11 ธันวาคม

09:16

14:54

20:33

12 ธันวาคม

09:13

14:52

20:31

13 ธันวาคม

09:10

14:49

20:28

14 ธันวาคม

09:07

14:46

20:26

15 ธันวาคม

09:04

14:43

20:23

16 ธันวาคม

09:01

14:40

20:20

17 ธันวาคม

08:57

14:37

20:17

18 ธันวาคม

08:53

14:34

20:14

19 ธันวาคม

08:50

14:30

20:10

20 ธันวาคม

08:46

14:26

20:07

21 ธันวาคม

08:42

14:22

20:03

22 ธันวาคม

08:37

14:18

19:59

23 ธันวาคม

08:33

14:14

19:55

24 ธันวาคม

08:28

14:09

19:51

25 ธันวาคม

08:23

14:05

19:46

26 ธันวาคม

08:18

14:00

19:42

27 ธันวาคม

08:13

13:55

19:37

28 ธันวาคม

08:08

13:50

19:32

29 ธันวาคม

08:02

13:45

19:27

30 ธันวาคม

07:57

13:39

19:21

31 ธันวาคม

07:51

13:33

19:16

 

การสังเกตดาวอังคาร

        ในเดือนธันวาคมนี้ผู้สังเกตจะสามารถมองเห็นดาวอังคารได้ โดยดาวอังคารจะเริ่มโผล่พ่นขอบฟ้าออกมาในเวลา 01:23 . พร้อมกับกลุ่มดาวหญิงสาว และถ้าหากผู้สังเกตมองดาวอังคารผ่านกล้องโทรทรรศน์กลางจะสามารถมองเห็นขั่วน้ำแข็งบนดาวอังคารได้ และสำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวอังคารในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้อยู่ที่ระหว่าง 1.42 ถึง 1.26

 

ตารางเวลาการขึ้น-ตก ของดาวอังคาร

ตำแหน่งพิกัดทางภูมศาสตร์ : ละติจูด 13o 45.0′ เหนือ ลองจิจูด 100o 31.0′ ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

วัน/เดือน

เวลา

ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ตก

1 ธันวาคม

01:23

07:28

13:32

2 ธันวาคม

01:21

07:26

13:30

3 ธันวาคม

01:19

07:24

13:28

4 ธันวาคม

01:17

07:22

13:26

5 ธันวาคม

01:15

07:20

13:24

6 ธันวาคม

01:14

07:18

13:21

7 ธันวาคม

01:12

07:16

13:19

8 ธันวาคม

01:10

07:14

13:17

9 ธันวาคม

01:08

07:12

13:15

10 ธันวาคม

01:06

07:09

13:13

11 ธันวาคม

01:04

07:07

13:10

12 ธันวาคม

01:03

07:05

13:08

13 ธันวาคม

01:01

07:03

13:06

14 ธันวาคม

00:59

07:01

13:04

15 ธันวาคม

00:57

06:59

13:01

16 ธันวาคม

00:55

06:57

12:59

17 ธันวาคม

00:53

06:55

12:57

18 ธันวาคม

00:51

06:53

12:54

19 ธันวาคม

00:49

06:51

12:52

20 ธันวาคม

00:47

06:48

12:50

21 ธันวาคม

00:45

06:46

12:47

22 ธันวาคม

00:43

06:44

12:45

23 ธันวาคม

00:41

06:42

12:43

24 ธันวาคม

00:39

06:40

12:40

25 ธันวาคม

00:37

06:38

12:38

26 ธันวาคม

00:35

06:35

12:36

27 ธันวาคม

00:33

06:33

12:33

28 ธันวาคม

00:31

06:31

12:31

29 ธันวาคม

00:29

06:29

12:28

30 ธันวาคม

00:27

06:26

12:26

31 ธันวาคม

00:25

06:24

12:24

 

การสังเกตดาวพฤหัสบดี

        สำหรับการสังเกตดาวพฤหัสบดีราชาแห่งดาวเคราะห์ในเดือนธันวาคมนี้ผู้สังเกตจะสามารถสังเกตดาวพฤหัสบดีปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกพร้อมกับกลุ่มดาวคนคู่ ในช่วงเวลาประมาณ 20:35 และสามารถมองดาวพฤหัสบดีไปจนถึงเช้า และสำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้อยู่ที่ระหว่าง – 2.15 ถึง – 2.20

 

ตารางเวลาการขึ้น-ตก ดาวพฤหัสบดี

ตำแหน่งพิกัดทางภูมศาสตร์ : ละติจูด 13o 45.0′ เหนือ ลองจิจูด 100o 31.0′ ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

วัน/เดือน

เวลา

ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ตก

1 ธันวาคม

20:35

03:03

09:28

2 ธันวาคม

20:31

02:59

09:23

3 ธันวาคม

20:26

02:55

09:19

4 ธันวาคม

20:22

02:51

09:15

5 ธันวาคม

20:18

02:46

09:10

6 ธันวาคม

20:13

02:42

09:06

7 ธันวาคม

20:09

02:38

09:02

8 ธันวาคม

20:05

02:33

08:58

9 ธันวาคม

20:00

02:29

08:53

10 ธันวาคม

19:56

02:25

08:49

11 ธันวาคม

19:52

02:20

08:45

12 ธันวาคม

19:47

02:16

08:40

13 ธันวาคม

19:43

02:11

08:36

14 ธันวาคม

19:38

02:07

08:31

15 ธันวาคม

19:34

02:03

08:27

16 ธันวาคม

19:29

01:58

08:23

17 ธันวาคม

19:25

01:54

08:18

18 ธันวาคม

19:21

01:49

08:14

19 ธันวาคม

19:16

01:45

08:09

20 ธันวาคม

19:12

01:41

08:05

21 ธันวาคม

19:07

01:36

08:01

22 ธันวาคม

19:03

01:32

07:56

23 ธันวาคม

18:58

01:27

07:52

24 ธันวาคม

18:54

01:23

07:47

25 ธันวาคม

18:49

01:18

07:43

26 ธันวาคม

18:45

01:14

07:38

27 ธันวาคม

18:40

01:09

07:34

28 ธันวาคม

18:36

01:05

07:29

29 ธันวาคม

18:31

01:00

07:25

30 ธันวาคม

18:27

00:56

07:20

31 ธันวาคม

18:22

00:51

07:16

 

การสังเกตดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี

        ในการสังเกตดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีในแต่ละคืนตำแหน่งของดวงจันทร์จะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งในแต่ละคืนอาจเกิดปรากฏการณ์บนดาวพฤหัสบดี เช่น อุปราคาบนดาวพฤหัสบดี เกิดจากเงาของดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเอง เมื่อผู้สังเกตดูปรากฏการณ์นี้ผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นเป็นจุดสีดำบนดาวพฤหัสบดี

 

รูปที่ 14 แสดงตำแหน่งดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีในช่วงเดือนพฤศจิกายน

 

การสังเกตดาวเสาร์

        การสังเกตดาวเสาร์ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ผู้สังเกตสามารถสังเกตได้ โดยดาวเสาร์จะเริ่มโผล่พ่นขอบฟ้าออกมาในเวลา 04:52 . พร้อมกับกลุ่มดาวคันชั่ง และสามารถสังเกตดาวเสาร์ไปจนถึงช่วงเช้ามืด และสำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้อยู่ที่ระหว่าง 0.77 ถึง 0.79

 

ตารางเวลาการขึ้น-ตก ของดาวเสาร์

ตำแหน่งพิกัดทางภูมศาสตร์ : ละติจูด 13o 45.0′ เหนือ ลองจิจูด 100o 31.0′ ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

วัน/เดือน

เวลา

ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ตก

1 ธันวาคม

04:52

10:39

16:25

2 ธันวาคม

04:48

10:35

16:22

3 ธันวาคม

04:45

10:32

16:18

4 ธันวาคม

04:42

10:28

16:15

5 ธันวาคม

04:38

10:25

16:11

6 ธันวาคม

04:35

10:21

16:08

7 ธันวาคม

04:31

10:18

16:04

8 ธันวาคม

04:28

10:14

16:01

9 ธันวาคม

04:24

10:11

15:57

10 ธันวาคม

04:21

10:07

15:53

11 ธันวาคม

04:17

10:04

15:50

12 ธันวาคม

04:14

10:00

15:46

13 ธันวาคม

04:10

09:57

15:43

14 ธันวาคม

04:07

09:53

15:39

15 ธันวาคม

04:03

09:50

15:36

16 ธันวาคม

04:00

09:46

15:32

17 ธันวาคม

03:56

09:43

15:29

18 ธันวาคม

03:53

09:39

15:25

19 ธันวาคม

03:49

09:36

15:22

20 ธันวาคม

03:46

09:32

15:18

21 ธันวาคม

03:42

09:28

15:15

22 ธันวาคม

03:39

09:25

15:11

23 ธันวาคม

03:35

09:21

15:07

24 ธันวาคม

03:32

09:18

15:04

25 ธันวาคม

03:28

09:14

15:00

26 ธันวาคม

03:25

09:11

14:57

27 ธันวาคม

03:21

09:07

14:53

28 ธันวาคม

03:18

09:04

14:50

29 ธันวาคม

03:14

09:00

14:46

30 ธันวาคม

03:11

08:57

14:42

31 ธันวาคม

03:07

08:53

14:39

 

 

ความสุขของคนดูดาว คือ การที่ได้เฝ้ามองท้องฟ้าอันสวยงาม

 

กรกมล ศรีบุญเรือง

นักวิชาการ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Additional information