ท้องฟ้าในเดือนธันวาคม

Share

ท้องฟ้าในเดือนธันวาคม

 

        สวัสดีครับสำหรับมุมนักดูดาวในเดือนธันวาคม ก็ย่างเข้าสู่ฤดูแห่งเทศการชมดาวแล้ว ซึ่งในเดือนนี้เป็นอีกหนึ่งที่ผมชมมากที่สุดเพราะมีกลุ่มดาว วัตถุท้องฟ้าต่าง และเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจภายในเดือนธันวาคมนี้ และยังเป็นช่วงที่ฟ้าปลอดโปร่งเกือบทุกคืน ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมกับการดูดาวมากที่สุด 

 

กลุ่มดาวในช่วงเดือนธันวาคม

        กลุ่มดาวที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงหัวค่ำ กลุ่มดาวหมาใหญ่ กลุ่มดาวหมาเล็ก กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวสารถี กลุ่มดาวเพอร์เซอุส กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวแอนโดเมดา กลุ่มดาวม้าปีก กลุ่มดาวหงส์ กลุ่มดาวนกอินทรี กลุ่มดาวนกฟินิกส์ กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวแม่น้ำ กลุ่มดาวกระต่ายป่า กลุ่มดาวปลาคู่ กลุ่มดาวแกะ กลุ่มดาวมกร กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ กลุ่มดาวปลาโลมา กลุ่มดาวปลาทางใต้ กลุ่มดาวนกกระเรียน กลุ่มดาววัว

 

รูปที่ 1 ท้องฟ้าในเดือนธันวาคมเวลา 20:00 .

 

        สามเหลี่ยมฤดูหนาว ในช่วงเดือนันวาคมนี้เราสามรถสังเกตเห็นสามเหลี่ยมฤดูหนาวในช่วงเวลาประมาณ 21:40 . โดยสามเหลี่ยมฤดูหนาวจะประกอบด้วยดาวซีเรียส ในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ไปดาวโพรไซออน ในกลุ่มดาวหมาเล็ก และดาวบีเทลจูส ในกลุ่มดาวนายพราน เมื่อเรารากเส้นสมมุติต่อกันระหว่างดาวทั้ง 3 ดวง จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า

        หลังจากที่สามเหลี่ยมฤดูหนาวโผล่พ้นจากขอบฟ้าไปขึ้นมาแล้วเรายังสามารถสังเกตกลุ่มดาวเรียงเด่นได้อีกกลุ่มหนึ่งนั้นก็คือหกเหลี่ยมฤดูหนาวซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับสามเหลี่ยมฤดูหนาว โดยผู้สังเกตสามารถรากเส้นสมมุติต่อกันระหว่างดาวทั้ง 6 ดวง ซึ่งประกอบด้วยดาว ดาวซีเรียส ในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ดาวไรเจล ในกลุ่มดาวนายพราน ดาวอัลดีบาแรน ในกลุ่มดาววัว ดาวคาเพลลา ในกลุ่มดาวสารถี ดาวโพรไซออน ในกลุ่มดาวหมาเล็ก และดาวพอลลักซ์ ในกลุ่มดาวคนคู่ แล้วรากเส้นต่อมายังดาวซีเรียส ในกลุ่มดาวหมาใหญ่อีกครั้งเราก็จะได้หกเหลี่ยมฤดูหนาว (ผู้สังเกตสามารถเริ่มลากจากดาวดวงไหนก่อนก็ได้ใน 6 ดวงนี้ ซึ่งจะรากวนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนนาฬิกาก็ได้แล้วแต่ความถนัด)

        ในช่วงหัวค่ำเรายังสามารถสังเกตเห็นสามเหลี่ยมฤดูร้อนอยู่ทางขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ถึงเวลาเกือบ 3 ทุ่ม

 

รูปที่ 2 ภาพถ่ายสามเหลี่ยมฤดูร้อน ดาวสว่างที่อยู่ด้านบนสุดคือดาววีกา ในกลุ่มดาวนกอินทรี ดวงที่อยู่ด้านขวาสุดคือดาวดาวเดเนป ในกลุ่มดาวหงส์ และดาวที่อยู่ด้านล่างกลางภาพคือดาวอัลแตร์ ในกลุ่มดาวพิณ เมื่อเรารกเส้นสมมุติต่อกันระหว่างดาวทั้ง 3 ดวง จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว และเมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นทางช้างเผือกร่างๆ 

 

เรื่องเล่ากลุ่มดาว

        สำหรับเดือนนี้เรื่องเล่ากลุ่มดาวจะขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มดาวแพะทะเล หรือกลุ่มดาวมกร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านใน 1 รอบปี กลุ่มดาวแพะทะเลเป็นอีกกลุ่มดาวหนึ่งที่ไม่มีความโดดเด่นมากนัก แต่ก็มีความน่าสนใจทางประวัติไม่น้อย 

 

กลุ่มดาวแพะทะเล หรือกลุ่มดาวมกร (Capricornus)

        กลุ่มดาวมกร หรือกลุ่มดาวแพะทะเล ซึ่งคนไทยมักจะเรียกกันผิด ว่ากลุ่มดาวมังกรแท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นกลุ่มดาว 12 ราศี แต่กลุ่มดาวนี้อยู่ในบริเวณใกล้กับขั้วท้องฟ้าเหนืออยู่ระหว่างกลุ่มดาวหมีเล็ก และกลุ่มดาวหมีใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าคนไทยไม่ค่อยรู้จักและคุ้นเคยกันกับตัวมกรจึงทำให้เข้าใจว่าเป็นตัวมังกรและผู้เขียนเองก็ยังเคยเข้าใจผิดนึกว่าหนังสือเขียนผิด เพราะว่าลัษณะการอ่านที่มีความคล้ายคลึงกันคือมกรกับมังกรต่างกันแค่มะกับมังซึ่งในบางครั้งก็แอบคิดว่าผู้เขียนคนอื่นคงเขียนตกหล่นไป และเพื่อไม่เกิดความสับสนในหนังสือเล่มนี้ขอเรียกกลุ่มดาวแพะทะเล และกลุ่มดาวมกรเพื่อความสะดวกของผู้อ่านเอง

        กลุ่มดาวแพะทะเล เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักรราศีที่อยู่ถัดจากกลุ่มดาวคนยิงธนูไปทางด้านทิศตะวันออก ภายในกลุ่มดาวนี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์ที่เรียงอย่างน้อย 9 ดวง เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านโค้ง ซึ่งอาจจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนมากนัก และยังเป็นกลุ่มดาวที่มีความเก่าแก่อีกกลุ่มดาวหนึ่งที่ยังคงใช้กันจนมาถึงปัจจุบัน

        ส่วนใหญ่กลุ่มดาวแพะทะเล มักจะถูกเรียกว่ากลุ่มดาวมกร (Capricorn) และชื่อของกลุ่มดาวเป็นภาษาละตินว่าแพะผู้ตัวมีเขา” (Horned male goat) หรือแพะมีเขา” (Goat horn) และเป็นตัวแทนทั่วไปในรูปแบบของทะเลแพะ (Sea-goat) ตามตำนานมีความเกี่ยวกับสัตว์ที่เป็นครึ่งแพะครึ่งปลา กลุ่มดาวแพะทะเลยังเป็นหนึ่งในสามของกลุ่มดาวจักราศีที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งที่เหลืออีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ และกลุ่มดาวปลาคู่

        กลุ่มดาวแพะทะเลเป็นหนึ่งใน 88 กลุ่มดาวที่ยังมีการใช้ในปัจจุบัน และยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มดาวที่ถูกระบุในกลุ่มดาวทั้ง 48 กลุ่ม ตามบันทึกของนักดาราศาสตร์โบราณ ชื่อปโตเลมี ในช่วงศตวรรษที่ 2 กลุ่มดาวนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ในท้องฟ้าที่เรียกว่าทะเลหรือทางน้ำ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มดาวที่มีความเกี่ยวข้องกับน้ำหลายอย่างกลุ่ม เช่น กลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ กลุ่มดาวปลาคู่ และกลุ่มดาวแม่น้ำอีริดานัส กลุ่มดาวแพะทะเลเป็นกลุ่มที่สองที่เห็นได้เลือน รองจากกลุ่มดาวปูที่มีขนาดของกลุ่มดาวที่เล็กที่สุดในกลุ่มดาวจักราศี 

 

รูปที่ 3 แสดงตำแหน่งดาวในกลุ่มดาวแพะทะเล

 

รูปที่ 4 แผนภาพในการเชื่อมต่อของดาวในกลุ่มดาวแพะทะเล อีกแบบหนึ่ง

 

ตารางที่ 1 แสดงชื่อดาวและรายละเอียดของดาวที่สำคัญในกลุ่มดาวแพะทะเล

ชื่อดาว

ค่าความสว่าง

ปรากฏ

ค่าความสว่าง

สัมบูรณ์

ชื่อเฉพราะ

ชื่ออ่านภาษาไทย

ชื่อสามัญ

Deneb Algiedi

เดเนบ อัลจีดิ

δCap

2.85

2.49

Dabih

ดาบิห์

β Cap

3.05

−2.07

Algedi Secunda

อัลจีดิ

α2Cap

3.58

0.97

Nashira

นาชิรา

γCap

3.69

0.54

Yan

ยาน

ζ Cap

3.74

−1.66

Qin

ควิน

θCap

4.08

0.65

Baten Algiedi

เบเทน อัลจีดิ

ω Cap

4.12

−2.30

Yue

เยีย

ψ Cap

4.13

3.30

Dai

ได

ι Cep

4.28

0.18

Castra

แคสทรา

εCep

4.51

−2.03

Alshat

อัลแชท

υCep

4.77

0.16

Arm

อาร์ม

ηCap

4.82

1.39

Okul

โอกูล

πCap

5.08

−1.47

Kuh

กูห์

μ Cep

5.08

2.87

 

 

ประวัติศาสตร์และตำนานของกลุ่มดาวแพะทะเล

        ถึงแม้ว่ากลุ่มดาวแพะทะเลจะมีความเลือนลางแห่งหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดและยังเกี่ยวข้องกับตำนาน ที่รับหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ในฐานะเป็นตัวแทนของสัตว์ผสมหระหว่างแพะกับปลา มาตั้งแต่ช่วงกลางของยุคสำริด (Middle Bronze Age)

        กลุ่มดาวนี้ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเป็นที่รู้จักของชาวซูเมอร์ (สุเมเรียน) กับชาวบาบิโลน เป็นครั้งแรกที่มีข้อพิสูจน์หลักฐานที่เด่นชัดที่ปรากฏบนตรากระบอก” (Cylinder seal) ซึ่งกลุ่มดาวแพะทะเลถูกบันทึกอย่างชัดเจน โดยชาวซูเมอร์โบราณเรียกกลุ่มดาวนี้ว่า SUHUR-HA-MASH มีความหมายว่าแพะปลาเป็นตัวแทนของสัตว์ที่มีหัวเป็นแพะหางเป็นที่ปลา ซึ่งเป็นที่ความชื่นชอบของชาวซูเมอร์โบราณสำหรับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกนี้ แต่หลังจากที่ชาวซูเมอร์เสื่อมอำนาจลงเพราะการทำสงครามกับชนเผ่าอื่น ที่เข้ามารุกราน และเกิดการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในระหว่างพวกชาวซูเมอร์ด้วยกันเอง ในเวลาต่อมาชาวอามอไรต์ (Amorite) ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมาใหม่และเริ่มต้นพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านทางดาราศาสตร์ ซึ่งได้มีการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาที และยังสามารถพยากรณ์การเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาตลอดจนคำนวณเวลาการโคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปีได้อย่างถูกต้อง และจากบันทึกบัญชีรายชื่อดาวของชาวบาบิโลน และเรียกกลุ่มดาวแพะทะเลในชื่อ MULSU?UR.MAŠ มีความหมายว่าแพะปลา” (The Goat-Fish) ซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากชาวซูเมอร์

        เมื่อประมาณ 3000 ปีก่อน กลุ่มดาวมีสัญลักษณ์เป็นเทพเอนกิ (Enki) หรือ Ea (God Ea) และในบางครั้งเป็นตัวแทนของ เทพเจ้าโอนเนส (Oannes) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญามีลักษณะเป็นรูปเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปลา และในช่วงยุคสำริดกลุ่มดาวแพะทะเลนี้เคยเป็นที่อยู่ของจุดเหมายัน (Winter Solstice) มาก่อน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนไปอยู่ทางใต้มากที่สุด และมีระยะเวลากลางคืนยาวนานกว่าระยะเวลากลางวันมากที่สุด 

        เนื่องจากการหมุนควงของแกนโลก จึงทำให้จุดเหมายันเลื่อนไปด้วย จุดเหมายันที่เคยอยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเลเพิ่มเคลื่อนออกทีละน้อยและสิ้นสุดลงเมื่อประมาณเกือบ 2100