ท้องฟ้าในเดือนกรกฎาคม

Share

ท้องฟ้าในเดือนกรกฎาคม

 

        สวัสดีครับ สำหรับแห่งเดือนความรักและความสุขสมหวัง ครับอ่านไม่ผิดหรอกครับว่าเดือนแห่งความรักและความสุขสมหวังหลายท่านคงคุ้นเคยกับวันแห่งความรักของชาวฝั่งตะวันตก (ชาวยุโรป) กันมากกว่า แต่ความจริงแล้วชาวเอเชียก็มีวันแห่งความรักเหมือนกัน โดยที่มาของวันดังกล่าวมีตำนานเล่าเป็นนิทานความรักของชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งนิทานเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในตำนานของชาวจีนกับชาวญี่ปุ่น และยังมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวจีนที่สืบทอดกันมายาวนานจนถึงปัจจุบันในเทศกาลชีซีและเทศกาลทานาบาตะของชาวญี่ปุ่น  ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี และในเดือนกรฎาคมปีนี้ก็วนมาครบรอบอีกปีหนึ่ง แต่สำหรับเทศกาลชีซีของชาวจีนก็ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นวันที่ 7 เดือนกรฎาคม แต่ความจริงแล้วปฏิทินของชาวจีนในอดีตนับตามเดือนจันทรคติ ซึ่งจะตรงกับเดือนสิงหาคมของทุก ปี แต่สำหรับหลายท่านที่ได้อ่านตำนานหรือนิทานที่เกี่ยวกับทั้งสองเทศกาลนี้จะ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมาก ส่วนท่านที่ยังไม่เคยได้อ่านนิทานเรื่องนี้มาก่อนก็ลองอ่านต่อได้ในบทความนี้

        สำหรับท่านที่ยังไม่เคยได้ยินนิทานเรื่องนี้มาก่อนอาจจะสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ยังไง ซึ่งความจริงแล้วก็เหมือนกันนิทานพื้นบ้านของประเทศไทยทีเราเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก เช่น นิทานเรื่องดาวลูกไก่ ก็จะเป็นเรื่องของกระจุกดาวลูกไก่ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณ เพื่อให้สามารถจดจำกลุ่มดาวนี้ได้ผ่านการเล่าเป็นนิทานและมีการสอดแทรกเรื่องราวของคนท้องถิ่นไว้ภายในตำนานต่างๆ เป็นต้น เช่นเดียวกับตำนานเรื่องหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าเป็นเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับดาวฤกษ์สว่าง 2 ดาว นั้นก็คือดาวเวก้า (Vega) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวพิณ และดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งคือดาวอัลแทร์ (Altair) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรี โดยดาวฤกษ์ทั้งสองดวงถูกกั้นด้วยทางช้างเผือก

 

ตารางที่ 1 ดาวตัวแทนของตัวละครในนิทานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้า ของชาวจีนและชาวญี่ปุ่น

ชาว

ดาวเวก้า

ดาวอัลแทร์

จีน

หนิวหลาง

จือหนี่

ญี่ปุ่น

เจ้าหญิงโอริ ฮิเมะ

ฮิโกะ โบชิ

 

        ก่อนอื่นก็ขอเล่าตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้า ที่เป็นต้นฉบับที่ถือกำเนิดมาจากชาวจีนก่อนที่จะเล่าถึงตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าในตำนานของชาวญี่ปุ่น

 

ตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าของชาวจีน

        ตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าของชาวจีน เป็นต้นกำเนิดของเทศกาลแห่งความรักชาวจีนราตรีแห่งเลข 7” หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าเทศกาลนกกระสาซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่า วันแห่งความรักของชาวจีนโดยตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าเป็นตำนานดาวที่ชาวจีนสมัยโบราณแต่งขึ้น โดยเรื่องราวของตำนานเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวในช่วงปลายฤดูร้อนของทางเอเชียตะวันออก แต่ที่ประเทศไทยเป็นช่วงฤดูฝน สำหรับประเทศจีนที่ตั้งอยู่ที่ตำแหน่งละติจูดสูงกว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงปลายฤดูร้อนทำให้ในช่วงหัวค่ำสามารถสังเกตเห็นดาวฤกษ์สว่าง 2 ดวง ที่กำลังออกจากทางทิศตะวันออก ซึ่งดาวทั้งสองดวงนี้ก็คือดาวเวก้า (Vega) ในกลุ่มดาวพิณ และดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งคือดาวอัลแทร์ (Altair) ในกลุ่มดาวนกอินทรี

        ในตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าเป็นเรื่องราวความรักของเทพธิดาผู้สูงศักดิ์กับชายหนุ่มผู้ต่ำต้อย เรื่องเกิดขึ้นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆ เง็กเซียนฮ่องเต้มองดูท้องฟ้าอันไร้สีสัน ซึ่งมองดูแล้วมีความรู้สึกหดหู่ จึงสั่งให้ธิดาทั้ง 7 องค์ ทอผ้าและตัดเสื้อให้ท้องฟ้าใส่ แต่ผ้าที่ธิดาทั้ง 7 องค์ ทอออกมานั้นมีแต่สีเทาและสีขาวเท่านั้น  ธิดาองค์เล็กสุดเป็นผู้ที่มีความเฉลี่ยวฉลาด ซึ่ง พบกับดอกไม้เจ็ดสีในสวน จึงนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าทำให้ผ้าที่ทอออกมามีสีสันสวยงาม พี่สาวทั้ง 6 องค์ ต่างดีใจ และตกลงกันว่าใน วันธรรมดาจะให้ท้องฟ้าสวมเสื้อสีขาว หากวันไหนฝนตกก็จะเปลี่ยนเป็นเสื้อสีเทา ส่วนยามเช้าและยามเย็นจะสวมเสื้อเจ็ดสี เมื่อเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทราบจึงพอพระทัยมาก จึงได้ประทานชื่อแก่ธิดาองค์เล็กว่าจือหนี่ ซึ่งหมายถึงสาวทอผ้า

        แต่เมื่อเทพธิดาทั้ง 7 องค์ ต้องทอผ้าทุกวันก็ทำให้เทพธิดาทั้ง 7 องค์ รู้สึกเหนื่อย และแอบหนีลงมาเที่ยวบนโลกและอาบน้ำที่ทะเลสาบอยู่บ่อยครั้ง และอีกทางฝากฝั่งหนึ่งบนโลกมีเด็กชายกำพร้าคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพี่ชายและพี่สะใภ้ เนื่องจากเขาช่วยพี่ชายเลี้ยงวัว ชาวบ้านจึง เรียกเขาว่าหนิวหลางซึ่งหมายถึงคนเลี้ยงวัว เมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม พี่ชายกับพี่สะใภ้ ได้ก็แบ่งสมบัติให้เขาเป็นวัว 1 ตัว กับคันไถ 1 อัน เพื่อให้หนิวหลางออกไปสร้างครอบครัวของตัวเอง หนิวหลางได้ออกไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตามลำพังที่บริเวณตีนเขา วันหนึ่งหนิวหลางต้องแปลกใจเมื่อวัวที่เขาเลี้ยงพูดได้ (แท้ที่จริงแล้ววัวที่หนิวหลางเลี้ยงอยู่นั้นเป็นเทพที่ทำผิดกฏสวรรค์จึงถูกเนรเทศลงมาเกิดเป็นวัวบนโลก) วัวได้พูดกับหนิวหลางว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องมีภรรยากับเขาเสียที ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ท่านจะพลาดไม่ได้ ในวันพรุ่งนี้ท่านจะต้องเดินทางไปด้านหน้าของภูเขาแล้วท่านจะพบกับทะเลสาบแห่งหนึ่ง ท่านจะได้พบกับหญิงงามหลายคนเล่นน้ำอยู่ ให้ท่านหยิบเสื้อผ้าของพวกนางชุดหนึ่งที่เป็นชุดสีแดงแล้วซ่อนตัวรอพบกับเจ้าของชุดสีแดงที่ค้นหาเสื้อผ้าอยู่นางนั้นจะเป็นภรรยาของท่าน (แต่บางตำนานบอกว่าหนิวหลางหยิบเสื้อผ้ามาทั้งหมด และพี่สาวทั้ง 6 องค์ ได้ส่งให้น้องสาวคนสุดท้องที่งดงามที่สุดในหมู่เทพธิดาทั้งเจ็ดมาขอเสื้อผ้าคืน ซึ่งหนิวหลางก็ขอเธอแต่งงานและนางก็ตกลง เทพธิดานางอื่นจึงได้กลับสวรรค์ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยาที่ดีต่อกัน) ถ้าอยากมีภรรยาท่านจงอย่าลืมทำตามที่ข้าบอก วันพรุ่งนี้วันเดียวเท่านั้น (วันที่ 7 เดือน 7 เป็นวันที่เทพธิดาทั้ง 7 องค์จะลงมาอาบน้ำที่ทะเลสาบ) วันรุ่งขึ้นหนิวหลางก็ทำตามที่วัวแนะนำ เขาได้พบกับหญิงงามนางที่เป็นเจ้าของชุดสีแดงตามที่วัวบอก และหนิวหลางก็ขอเธอแต่งงานและนางก็ตกลง เทพธิดานางอื่นจึงได้กลับสวรรค์ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยาที่ดีต่อกัน ซึ่งหนิวหลางก็ขอเธอแต่งงานและนางก็ตกลง หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยาที่ดีต่อกัน พวกเขามีลูกสองคนและใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข

 

รูปที่ 1

 

        จนกระทั้งในเวลาต่อมา เง็กเซียนฮองเฮาผู้เป็นแม่ของจือหนี่ ทราบเรื่องที่ว่าลูกสาวของตนไปแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา ซึ่งผิดกฎสวรรค์ เง็กเซียนฮองเฮาโกรธมากและสั่งให้จือหนี่กลับสวรรค์ทันที เมื่อหนิวหลางกลับมาบ้านก็ไม่พบภรรยาจึงเศร้าโศกเสียใจมาก ตอนนั้นเองวัวของเขาก็ได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง ว่าจือหนี่ถูกเง็กเซียนฮองเฮาเรียกตัวให้กลับสวรรค์ และบอกวิธีที่หนิวหลางจะขึ้นไปหานางได้ต้องฆ่าตนเสีย เพื่อที่จะได้เอาหนังของตนมาห่ม ซึ่งจะทำให้เขาไปตามหาจื่อหนีบนสวรรค์ได้ หนิวหลางจึงฆ่าวัวของตัวเองทั้งน้ำตา ก่อนที่จะเอาหนังของวัวมาคลุมห่มร่างตนและลูกทั้งสอง

        เมื่อเง็กเซียนฮองเฮาพบว่าหนิวหลางกับลูก แอบขึ้นมาบนสวรรค์ก็โกรธจัดจึงเอาดึงปิ่นปักผมของนางกรีดไปบนสวรรค์กลายเป็นแม่น้ำบนสวรรค์ (แม่น้ำบนสวรรค์ดังกล่าวก็คือทางช้างเผือกที่พาดผ่านระหว่างดาวเวก้าและดาวอัลแทร์) เพื่อแยกคนรักของทั้งสองออกจากกันตลอดไป จื่อหนีจึงทำได้เพียงนั่งทอผ้าอย่างเศร้าสร้อยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ขณะที่หนิวหลางก็ได้แต่เฝ้ามองภรรยาอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำพร้อมเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสอง (ดาวเบตา-นกอินทรี และแกมมา-นกอินทรี) แต่ทั้งคู่ก็มีโอกาสได้เจอกันเพียงครั้งเดียวในรอบปี โดยเหล่านกกระสาบนโลกที่สงสารคนรักทั้งคู่พากันบินขึ้นสู่สวรรค์ และเรียงตัวกันเป็นสะพานเพื่อให้ทั้งสองมาพบเจอกันได้เพียงค่ำคืนเดียวคือคืนของวันที่ 7 เดือน 7 (ตามจันทรคติ)

 

ตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าของชาวญี่ปุ่น

        สำหรับเทศกาลทานาบาตะ มีต้นกำเนิดมาจากเทศกาล ราตรีแห่งเลขเจ็ดหรือเทศกาลชีซีที่มีการเฉลิมฉลองกันในประเทศจีน ซึ่งเผยแพร่เข้ามาในราชสำนักญี่ปุ่นในสมัยเฮอัน (.. 1337 – 1728) ซึ่งขณะนั้นเมืองศูนย์กลางเมืองเกียวโต (ก่อนจะร่วมเป็นประเทศญี่ปุ่น

        สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้วดาวเวก้า เป็นตัวแทนของเจ้าหญิงโอริฮิเมะหรือเจ้าหญิงทอผ้า และดาวอัลแทร์เป็นตัวแทนของฮิโกะโบชิตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นโบราณที่เล่าต่อๆ กันมาว่า ดาวสองดวงนี้ต้องพลัดพรากจากกันโดยมีแม่น้ำแห่งสวรรค์” (ทางช้างเผือก) ขวางกั้นอยู่ ตามจินตนาการของคนสมัยโบราณซึ่งมองเห็นทางช้างเผือกที่มีดาวหลายล้านดวงเรียงรายคล้ายกับว่าเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่บนสวรรค์ (บนท้องฟ้า) และตำนานที่ถูกเหล่าต่อกันมานานนับพันปีนี่ย่อมถูกปรับเปลี่ยนไปตามการเวลาเหลือแต่โครงสร้างของเรื่องแต่รายละเอียดปลีกย่อยส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงไป จึงกลายเป็นตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้า ในฉบับของชาวญี่ปุ่น

        กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ฝั่งแม่น้ำด้านเหนือของแม่น้ำแห่งสวรรค์ (ทางช้างเผือกที่พาดผ่านทางซีกฟ้าเหนือที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงระหว่างเดือนกรกฏาคมเป็นต้นไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์) บนสวรรค์เทพผู้ครองสวรรค์ที่มีธิดาผู้เลอโฉมและขยันขันแข็งอยู่องค์หนึ่งที่ชื่อว่าเจ้าหญิงโอริฮิเมะซึ่งเวลาของเจ้าหญิงใช้ไปกับการทอผ้าให้กับพระบิดา กับเหล่าเทพทั้งหลาย จึงไม่มีเวลาออกไปเที่ยวและพบปะกับเทพองค์อื่น ดังนั้นพระบิดาจึงได้ตระหนักดีว่ายิ่งนานวันไปเจ้าหญิงก็ถึงเวลาที่จะมีคู่ครองได้แล้ว แต่เจ้าหญิงก็ได้แต่ทอผ้าอย่างเดียว ต่อมาพระบิดาได้ข่าวว่ามีชายหนุ่มที่กล้าหาญและหล่อเหลาที่ชื่อว่า ฮิโกโบชิจึงอยากให้ธิดาได้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้นี้ พระบิดาของเจ้าหญิงโอริฮิเมะจึงได้แนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน เมื่อทั้งสองได้พบกัน ก็เกิดการชอบพอกัน และก่อเกิดเป็นความรัก เมื่อเทพผู้ครองสวรรค์เห็นว่าทั้งสองถูกตาต้องใจกันจึงได้จัดให้มีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างทั้งสองขึ้น แต่เมื่อหลังจากพิธีอภิเษกสมรสก็เริ่มเกิดปัญหาขึ้นมา ซึ่งทั้งสองจะออกไปเที่ยวด้วยกันทุกวัน ทุกคืน เจ้าหญิงโอริฮิเมะมีความสุขมากและลุ่มหลงฮิโกโบชิจนไม่ยอมทอผ้าเหมือนก่อน แต่พระบิดาก็ให้อภัยมาตลอดยิ่งนานวันเข้าเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็ยิ่งหลงระเริงไปกับความรักจนลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างเอาแต่ออกไปเที่ยวกับฮิโกโบชิ ทำให้เทพผู้ครองสวรรค์พิโรธ จึงลงอาญาให้ทั้งสองแยกจากกันไปดโดยให้ไปอยู่คนละฝากฝั่งของแม่น้ำแห่งสวรรค์และไม่อนุญาตให้ทั้งสองพบกันอีก หลังจากที่ทั้งสองถูกแยกออกจากกันเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็มีแต่ความโศกเศร้าที่ต้องพลัดพรากจากผู้เป็นสามีสุดที่รักจนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เทพผู้ครองสวรรค์ได้เฝ้ามองความเศร้าโศกของนาง และเห็นอาการของนางเลวร้ายลงทุกวัน ก็เกิดความสงสารที่จะเห็นนางเป็นเช่นนี้อีกต่อไป จึงอนุญาตให้นางสามารถพบกับสามีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง โดยในทุก ปี นางจะสามารถข้ามแม่น้ำแห่งสวรรค์ไปพบกับสามีได้ 1 ครั้ง คือ วันที่ 7 เดือน 7 ของทุก ปีซึ่งคืนที่เจ็ดของเดือนที่เจ็ดนกกระสาจะบินมาเรียงตัวกันสร้างเป็นสะพานสวรรค์ เพื่อให้ทั้งสองได้มาพบกัน ถึงแม้จะเป็นแค่วันเดียวในหนึ่งปีด้วยความรักของทั้งสองก็คอยนับวันที่เขาทั้งสองจะได้พบกันอีก นับจากนั้นมาเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็กลับมาขยันขันแข็งตั้งหน้าตั้งตาทอผ้าของนางเหมือนเดิม เพื่อรอคอยคืนที่เจ็ดของเดือนที่เจ็ดของปีต่อไป

 

กลุ่มดาวในช่วงเดือนกรกฏาคม

        สำหรับในช่วงเดือนนี้กลุ่มดาวที่น่าสนใจคงต้องยกให้กลุ่มดาวที่ขึ้นจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความโดดเด่นมากและไม่แพ้กลุ่มดาวอื่นๆ กลุ่มดาวเหล่านี้ผู้เขียนได้กล่าวมาบางแล้วในตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าที่ได้เล่าถึงท้องฟ้าสิ่งที่ชาวจีนโบราณได้สังเกตเห็นและจินตนาเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เช่นเดียวกันชาวกรีกโบราณที่มีเล่าตำนานเทพที่เชื่อมโยงกับกลุ่มดาวต่างๆ บนท้องฟ้า กลุ่มดาวที่ผู้เขียนกล่าวถึงก็ คือ กลุ่มดาวหงส์ กลุ่มพิณ และกลุ่มดาวนกอินทรี ซึ่งแต่ละกลุ่มดาวก็มีเอกลักษณ์ที่น่าชม และยังมีกลุ่มดาวเรียงเด่นที่น่าสนใจเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วประกอบขึ้นจากดาวฤกษ์ที่มีความสว่างที่สุดจากกลุ่มดาวทั้ง 3 กลุ่ม โดยการเรียงตัวกันของดาวทั้งสามดาวนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อสามเหลี่ยมฤดูร้อน” (Summer Triangle) ที่มองเห็นด้วยตา เพราะมุมทั้งสามของสามเหลี่ยมถูกยึดโดยดาวฤกษ์ที่มีความโดดเด่นทำให้ผู้สังเกตการณ์เห็นดาวฤกษ์ทั้งสามดวงเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งประกอบด้วยดาวเวก้าเป็นดาวที่สว่างที่สุดในสามเหลี่ยมฤดูร้อนและเป็นดาวที่สว่างเป็นลำดับที่ 5 ในท้องฟ้าในเวลากลางคืน ผู้สังเกตทางซีกฟ้าเหนือสามารถมองเห็นได้ง่าย รองลงมาคือดาวอัลแทร์ มีลำดับความสว่างอยู่ที่ 12 และสุดท้ายดาวเดเนปมีลำดับความสว่างอยู่ที่ 19 ดาวเวก้าส่องแสงเกือบเป็นสองเท่าของดาวอัลแทร์ และสี่เท่าของดาวเดเนป

        ดาวเวก้ายังเป็นผู้นำดาวทั้งสองดวงนี้ ในการเดินทางข้ามผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งผู้สังเกตจะเห็นดาวเวก้าอยู่ด้านบนของสามเหลี่ยมฤดูร้อน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นดาวเวก้าขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในเวลาพลบค่ำหลังจากสิ้นแสงสนธยาในช่วงฤดูร้อน (ช่วงต้นเดือนกรกฏาคม) เวลาต่อมาเมื่อดาวเวก้าเคลื่อนที่สูงขึ้น ผู้สังเกตจะเริ่มมองเห็นดาวสหายทั้งสองดวงของดาวเวก้า และในช่วงต้นเดือนตุลาคม (ปลายฤดูฝนของทางภาคเหนือ) สามเหลี่ยมฤดูร้อนจะอยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกตการณ์พอดี และจะเพิ่มหันไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ ตลอดฤดูกาล แต่ถึงจะได้ชื่อว่าสามเหลี่ยมฤดูร้อนผู้สังเกตยังสามารถมองเห็นดาวทั้งสามดวงนี้ได้ ไปจนถึงปลายเดือนธันวาคม ในช่วงเวลาหลังจากตะวันตกลับขอบฟ้าไป ทางด้านทิศตะวันตก กลุ่มดาวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนหยิบยกมาเล่า ความจริงแล้วยังมีกลุ่มดาวอีกมากที่สนใจที่อยู่ในบริเวณใจกลางทางเผือกที่ได้พูดถึงในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

รูปที่  2 ท้องฟ้าในเดือนกรกฏาคมเวลา 20:00 .

 

เรื่องเล่ากลุ่มดาว

        สำหรับเดือนนี้ขออนุญาตเล่าเรื่องกลุ่มดาวแมงป่องให้ฟัง เป็นกลุ่มดาวหลัก ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งกลุ่มดาวทางซีกฟ้าด้านใต้ที่มีความสวยงามไม่แพ้กลุ่มดาวใดบนท้องฟ้า ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบกลุ่มดาวแมงป่องนี้ และอีกหลายท่านก็คงจะคิดเหมือนกับผม แต่ก็คงมีอีกหลายท่านคงแปลกใจว่าทำไมไม่ใช่กลุ่มดาวนายพราน คำตอบคือคงเป็นเพราะคนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับกลุ่มดาวนายพรานมากกว่า และส่วนใหญ่นักดูดาวคงตัดสินใจลำบากว่าชอบกลุ่มดาวไหนมากกว่ากัน เพราะกลุ่มดาวทั้งสองอัดแน่เต็มไปด้วยวัตถุท้องฟ้าที่สวยงาม ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ในการสังเกตวัตถุท้องฟ้าเหล่านี้ กลุ่มดาวแมงป่องเป็นอีกกลุ่มดาวหนึ่งในไม่กี่แห่งที่นักสังเกตการณ์ท้องฟ้าตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจุบันเกือบทุกคนมองเห็นลักษณะการจัดเรียงตัวของดาวฤกษ์คล้ายกัน แม้แต่นักดูดาวมือใหม่หรือบุคคลทั่วไป เมื่อเห็นกลุ่มดาวนี้ก็เข้าใจได้ทันที กลุ่มดาวแมงป่องยังเป็นกลุ่มดาวที่มีขนาดใหญ่ มีดาวสว่างและวัตถุบนท้องฟ้าที่สวยงามเป็นจำนวนมาก ปรากฏอยู่ทางซีกฟ้าใต้ และเป็นกลุ่มดาวที่อยู่ในแนวของกาแล็กซีทางช้างเผือก ภายในกลุ่มดาวแมงป่องประกอบด้วยดาวฤกษ์มากกว่า 18 ดวง ที่สามารถมองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า (ดูจากรูปที่ 3) เริ่มจากส่วนหัวของกลุ่มดาวแมงป่องประกอบด้วยดาวฤกษ์ 3 ดวง ประกอบด้วย ดาวแอ็คแรบ ดาวอัลเจบบา ดาววีริซชิคา และยังมีดาวอีก 2 ดวง ที่อยู่ในบริเวณหัวของแมงป่อง ด้านบนคือดาวเลซาธ ส่วนด้านล่างคือดาวโลสคอปิอาย ถัดมาทางด้านซ้ายมือจะเห็นดาวอีก 5 ดวง ส่วนนี้จะเป็นลำตัวของแมงป่องดวงแรกคือดาวซิกม่า สคอฟิอาย ดวงต่อมาคือดาวแอนทาเรส (Antares) ซึ่งเป็นดวงที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวแมงป่องจะได้กล่าวถึงรายละเอียดต่อไป และดวงถัดมาคือดาวอัลนิเจท ดาววี และดาวเดเนบากราบ (Denebakrab) ส่วนที่เหลือเป็นส่วนหางของแมงป่อง

 

รูปที่ 3 แสดงตำแหน่งดาวในกลุ่มดาวแมงป่อง

 

ตารางที่ 1 แสดงชื่อดาวและรายละเอียดของดาวที่สำคัญในกลุ่มดาวแมงป่อง

ชื่อดาว

ค่าความสว่าง

ปรากฏ

ค่าความสว่าง

สัมบูรณ์

ชื่อเฉพราะ

ชื่ออ่านภาษาไทย

ชื่อสามัญ

ชื่อในภาษาไทย

Antares

แอนทาเรส

αSco

 

1.06

−5.28

Shaula

เซาลา

λSco

 

1.62

−5.05

Sargas

ซาร์ก๊าซ

θSco

 

1.86

−2.75

Dschubba

ดซูบบา

δSco

 

2.29

−3.16

Wei

วี

εSco

 

2.29

0.78

Girtab

กิร์แท็บ

κ Sco

 

2.39

−3.38

Acrab

แอ็คแรบ

β1 Sco

 

2.56

−3.50

Lesath

เลซาธ

υSco

 

2.70

−3.31

Alniyat

อัล เจบบา

τSco

 

2.82

−2.78

Apollyon

อพอลลีออน

ι1 Sco

 

2.99

−5.71

Denebakrab

เดเนบากราบ

μ1 Sco

 

3.00

−4.01

Basanismus

บาซานิสมุส

G Sco

 

3.19

0.24

Jabhat al Akrab

เจบบาห์ อัล อากราบ

ω1 Sco

 

3.93

−1.64

Jabbah

เจบบาห์

ν Sco

 

4.00

−1.63

 

        กลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวนายพราน เป็นกลุ่มดาวที่มีการเชื่อมโยงกัน และเป็นที่ทราบกันดีมาตั้งแต่สมัยโบราณว่ากลุ่มดาวทั้งสองอยู่ตรงกันข้ามกัน 

 

ประวัติศาสตร์และตำนาน

        แอนทาเรส (Antares) เป็นภาษากรีกซึ่งมีความหมายว่าศัตรูดาวอังคาร (Opposing Mars)หรือคู่แข่งของดาวอังคาร (Rivaling Mars)” คำว่าแอนทาเรสเป็นคำประกอบ ซึ่งขึ้นจากคำ 2 คำ คือคำแรก “Ant” ซึ่งมีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า “Anti” และคำที่สองเป็นชื่อของดาวอังคารในภาษากรีกคืออาเรส (Ares)” ดังนั้นเมื่อนำคำทั้งสองมารวมกัน Anti + Ares = Antares หรือ “Anti+Mars” โดยมีความหมายว่าเป็นคู่แข่ง หรือเป็นตัวลวง ซึ่งถ้าผู้สังเกตการณ์ดูดาวโดยไม่สังเกตบริเวณรอบให้ดีก่อนอาจจะโดนหลอกได้ เพราะดาวทั้งสองดาวมีสีที่ใกล้เคียงกับมากทั้งยังมีความสว่างพอ กันอาจทำให้ผู้สังเกตสับสนในบางครั้ง และทุก 2 ปี ดาวอังคารจะส่องสว่างมากกว่าดาวแอนทาเรส ในช่วงไม่กี่เดือน เวลาส่วนใหญ่ดาวอังคารจะอยู่ใกล้โลกแต่ก็มีความสว่างใกล้เคียงกัน หรืออังคารอาจจะสว่างน้อยกว่าดาวแอนทาเรสเมื่อดาวอังคารอยู่ห่างจากโลกมากที่สุด และทุก 2 ปี ดาวอังคารจะเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวแมงป่องตัดผ่านใกล้ กับดาวแอนทาเรส นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกในภาษาลาตินอีก คือ คอร์ สคอร์พิไอ (Cor Scorpii) ซึ่งหมายถึง หัวใจแมงป่องและ คำว่าแอนทาเรส ในชื่อภาษาอาหรับ และภาษาละตินมีความหมายว่า หัวใจของแมงป่อง

        เนื่องจากดาวแอนทาเรสเป็นดาวสว่างมองเห็นได้ชัดเจน จึงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นดาวอีกดวงหนึ่งที่มีชื่อมากที่สุด เช่น ดาวนักรบแอนทาแรธ (Antarah) เป็นชื่อในภาษาอาหรับก่อนที่ศาสนามุสลิมจะเกิด ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดวีรบุรุษที่ถูกกล่าวในบทกวีศักดิ์สิทธิ์ โกลเดน มู อัลลาแกท (Golden Mu'allakat) ของชาวอารเบีย หรือเรียกอีกอย่างว่าแคลบ อาคแรบ (Kalb Aakrab) หัวใจแมงป่อง ดาวแอนทาเรสเป็นดาวที่มีความสัมพันธ์ที่โดดเด่นในการดำเนินชีวิตของมนุษยตลอดมา และดาวแอนทาเรสยังเป็นหนึ่งในสี่ของดาวหลวง (Royal Stars) ของชาวเปอร์เซียโบราณ และยังเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ เป็นดาวสีแดงที่สวยงาม

        ในประเทศจีนสมัยโบราณ ไม่ได้มองกลุ่มดาวแมงป่องเป็นรูปร่างของแมงป่อง แต่ชาวจีนมองดูเป็นรูปมังกรฟ้า มังกรชื่อเหมิง จาง Meng Zhang (??) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่กลุ่มดาวที่สำคัญของชาวจีน ชื่อกลุ่มดาวในภาษาจีนเรียกว่าซิงหลง (Qinglong) หมายถึงมังกรแห่งทิศตะวันออก และฤดูใบไม้ผลิ 

 

รูปที่ 4 แผนที่ดาวของชาวจีนโบราณ ตัวอักษร ? คือทิศตะวันตก และตัวอักษร ? คือทิศตะวันออก

รูปจาก http://chineseastrologyreadings.wordpress.com/lunar-lodges/lunar-lodges-2/2-•-the-neck/

 

        ในภาษาโรมัน ภาษาอาหรับ และภาษาฝรั่งเศส ชื่อดาวแอนทาเรสมีหมายความว่าหัวใจของแมงป่องและในภาษาบาบิโลเนียดาวแอนทาเรสถูกเรียกว่าเออร์แบท (Urbat) ซึ่งหมายถึงพระเจ้าแห่งเมล็ดพันธุ์ ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรือง เทพเจ้าแห่งสายฟ้า  ชาวอียิปต์โบราณบูชาดาวแอนทาเรสเป็นเทพธิดาเซลเกท (Goddess Selket) เป็นเหมือนผู้แจ้งข่าวว่าวันนั้นเป็นวันศารทวิษุวัตแล้ว เหมือนดังในสัญลักษณ์ที่เป็นเทวีไอสิสในพิระมิดที่ใช้ทำพิธี

        คนไทยเองสมัยก่อนก็ไม่ได้มองกลุ่มดาวแมงป่องเป็นรูปร่างของแมงป่อง แต่ส่วนใหญ่มองเห็นเป็นช้างซึ่งกลุ่มดาวดังกล่างมีชื่อเรียกในภาษาไทยกลางว่า ดาวช้าง1 ดาวงาช้าง ดาวงวงช้าง และยังมีที่เห็นต่างจากช้างอีก เช่น ดาวแพะ ดาวคอนาค1 และยังมีอีกชื่อหนึ่งซึ่งเป็นภาษาบาลีว่ากลุ่มดาวเชฏฐแต่ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกลุ่มดาวนี้มีชื่อว่า ดาวช้างใหญ่ประกอบด้วยดาวทั้งหมด 14 ดวง และมีการจัดเรียงของดาว ดังรูป 5 แต่ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มดาวแมงป่อง 

 

รูปที่ 5 กลุ่มดาวเชฏฐ หรือกลุ่มดาวช้างใหญ่

 

รูปที่ 6 ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ในพระอุโบสถวัดราชนัดดาราม จิตรกรได้วาดภาพกลุ่มดาวเชฏฐ ซึ่งวาดเทวดาแทนตำแหน่งของดาวฤกษ์ที่อยู่ในกลุ่มดาวนี้ ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม .. 2552

 

ตารางที่ 2 ดาวคู่ในกลุ่มดาวแมงป่องที่สามารถสังเกตการณ์

ลำดับที่

ชื่อดาว

ค่าความสว่าง

ระยะห่าง

(อาร์คเซคคอนด์)

ชื่อสากล

ไทย

1

Alpha Scorpii

อัลฟา สคอร์พิอาย

 

 

2

Xi Scorpii

ซิ สคอร์พิอาย

4.8, 7.3

7.6

3

Beta Scorpii

เบต้า สคอร์พิอาย

2.6, 4.9

13.6

4

Nu Scorpii

นิว สคอร์พิอาย

4.3, 6.4

41

 

วัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจในกลุ่มดาวแมงป่อง

        นอกจากกลุ่มดาวแมงป่องจะมีดาวสว่างที่สวยงามแล้ว ภายในบริเวณกลุ่มดาวยังมีวัตถุท้องฟ้า เช่น กระจุกดาวและเนบิวลา เช่น เมสสิเอร์ 4 (M4) หรือ NGC 6121 เป็นกระจุกดาวทรงกลมที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับดาวแอนทาเรส กระจุกดาวทรงกลมเป็นแหล่งรวมของดาวฤกษ์จำนวนมากที่เกาะกลุ่มกันด้วยแรงโน้มถ่วงดึงดูดต่อกันค่อนข้างมาก ทำให้ดาวฤกษ์เหล่านี้รวมตัวกันเป็นกระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster) ภายในแกนกลางของกระจุกดาวมีความหนาแน่นของดาวประชากรค่อนข้างสูง กระจุกดาวเหล่านี้โคจรไปรอบ แกนกลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก แต่ M4 เป็นกระจุกดาวทรงกลมที่มีประชากรดาวไม่มากเท่าไร อยู่ห่างจากโลกเราไปประมาณ 7,200 ปีแสง มีค่าความสว่างปรากฏเท่ากับ 10.8 เกินขอบเขตที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า ต้องใช้อุปกรณ์มาช่วยในการสังเกต

 

รูปที่ 7 รูปถ่ายบริเวณดาวแอนทาเรส M4 และ NGC 6144

 

        วัตถุต่อมาคือกระจุกดาวรูปผีเสื้อ (Butterfly Cluster) เมสสิเอร์ 6 (M6) หรือ NGC 6405 เป็นกระจุกดาวเปิด มีสมาชิกภายในกลุ่มจำนวนไม่กี่พันดวงที่กำลังก่อตัวขึ้นจากเมฆโมเลกุลขนาดยักษ์เดียวกัน และมีแรงโน้มถ่วงดึงดูดต่อกันและกันอย่างหลวมๆ ซึ่งตรงข้ามกับกระจุกดาวทรงกลม ชื่อของกระจุกดาวมาจากความคล้ายคลึงกับรูปร่างของผีเสื้อจาง กระจุกดาวรูปผีเสื้ออยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 1,600 ปีแสง มีค่าความสว่างปรากฏประมาณ 4.2 พอที่ผู้สังเกตจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปัจจุบันภายในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรามีการค้นพบกระจุกเปิดมากกว่า 1100 แห่ง 

        กระจุกดาวสุดท้ายที่อยู่ภายในกลุ่มดาวแมงป่อง คือ กระจุกดาวปโตเลมี (Ptolemy Cluster) เป็นกระจุกเปิด ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ใกล้กับบริเวณเหล็กในของแมงป่อง มีค่าความสว่างปรากฏประมาณ 3.3 อยู่ห่างจากโลกไปประมาณ  980 ± 33 ปีแสง

        ภายในบริเวณกลุ่มดาวแมงป่องมีวัตถุท้องฟ้าที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยไม่ต้องใช้กล้องสองตาหรือ กล้องโทรทรรศน์ช่วยเลย นั่นก็คือ กระจุกดาว ซึ่งถูกบันทึกเป็นอันดับที่ 7 ในสมุดบันทึกในสมัยศตวรรษที่ 18 ของนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศษที่มีชื่อว่า ชาร์ล เมสสิเอร์ วัตถุท้องฟ้านี้เลยถูกเรียกว่า วัตถุเมสสิเอร์ 7 หรือ M 7 นั่นเอง อย่างไรก็ตามนักดาราศาสตร์ของกรีกโบราณ คลอเดียส ทอเลมี ก็มีบันทึกเช่นกันซึ่งบันทึกนี้เก่าแก่กว่าของเมสสิเอร์ถึง 1,600 ปี โดยบันทึกวัตถุนี้ว่าเป็นเมฆดาวที่ซ่อนเร้นอยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง หรือที่รู้จักกันในชื่อว่ากระจุกดาวของทอเลมี”  เราไม่สามารถที่จะเห็นวัตถุนี้ได้ด้วยตาเปล่าหากว่าท้องฟ้ามีแสงไฟรบกวน แต่ว่ากล้องสองตาสามารถช่วยให้เราสามารถแยกแยะกระจุกดาวนี้ออกจากดวงดาวอื่น ได้อย่างง่ายดาย 

        ถึงแม้ว่ากล้องโทรทรรศน์จะเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากต่อการดูดาวแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นมากนัก สำหรับการดูกลุ่มดาวแมงป่อง เนื่องจากมีวัตถุสว่างอยู่  วัตถุ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ได้แก่ M 7 ความสว่างที่เปลี่ยนแปลงของดาวเดลต้า สกอร์พิอาย (Delta Scorpii) ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวแอนทาเรสและดาวดวงอื่น กลุ่มดาวแมงป่องเองก็มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ใครจะไปรู้ว่า ถ้าท่านทั้งหลายได้เรียนรู้เกี่ยวกับกลุ่มดาวมากขึ้น ท่านอาจจะเป็นเหมือนเซบาสเตียน หรือ นักดาราศาสตร์คนอื่น ที่สามารถทำสิ่งสำคัญให้กับวงการดาราศาสตร์ขึ้นก็ได้ วงการดาราศาสตร์ยังต้องการพึ่งพาความรู้ความสามารถของท่านที่มีอยู่ในตัว และประสบการณ์การดูดาวของท่านอยู่

 

 

รูปที่ 8

M4 http://en.wikipedia.org/wiki/Messier_4

Butterfly Cluster และ M7 จาก http://www.baskies.com.ar/

 

        เนบิวลา IC4606 เป็นเนบิวลาสีแดงที่อยู่รอบๆ ดาวแอนทาเรสผู้สังเกตสามารถมองเห็นได้ด้วยใช้กล้องโทรทรรศน์ ซึ่งจะเห็นเป็นฝ่าจาง รอบๆ ดาวแอนทาเรส เนบิวลา IC4606 ห่างจากโลกประมาณ 7,000 ปีแสง


ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ

        เช้ามืดของวันที่ 20 กรกฎาคม ประมาณ 05:10 . จะสามารถสังเกตปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุมในช่วงเวลาดังกล่าวได้ โดยปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุมนี้ ดาวเคราะห์จะมาชุมนุมกันภายในกลุ่มดาวคนคู่ ซึ่งประกอบไปด้วยดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวพุธ เรียงตามลำดับจากบนลงล่าง

 

รูปที่ 9 รูปจำลองปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุม ในวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 05:10 .

 

        ในเวลาหัวค่ำของวันที่ 22 กรกฎาคม เวลาประมาณ 19:33 . จะสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์เคียงดาวเรกูลัส ซึ่งดาวทั้งสองดวงอยู่ห่างกันประมาณ 1 องศา ซึ่งสามารถสังเกตการณ์ได้จากทางทิศตะวันตกตามช่วงวัน เวลา ดังกล่าว

 

        เช้ามืดของวันที่ 30 กรกฎาคม เวลาประมาณ 04:50 . จะสามารถสังเกตปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุมในช่วงเวลาดังกล่าวได้ โดยปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุมนี้ ดาวเคราะห์จะมาชุมนุมกันภายในกลุ่มดาวคนคู่เช่นเดียวกันกับวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งดาวอังคารจะย้ายตำแหน่งมาอยู่ระหว่างดาวพฤหัสบดีกับดาวพุธ

 

รูปที่ 10 รูปจำลองปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ชุมนุม ในวันที่ 30 กรกฎาคม เวลา 04:50 .


ดาวเคราะห์ในเดือนกรกฏาคม 2556

        ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้เราสามารถสังเกตเห็นดาวเคราะห์ ได้ทั้งหมด 5 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ซึ่งทั้ง 5 ดวง เราสามารถทำการสังเกตได้ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ ในช่วงหัวค่ำเราจะสามารถสังเกตเห็น ดาวพุธ และดาวศุกร์ และดาวเสาร์ จากทางด้านทิศตะวันตก ส่วนดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดี เราจะสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงเช้ามืดแต่ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงยังอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ซึ่งทำให้สังเกตการณ์ได้ลำบาก 

 

รูปที่ 11 แสดงลักษณะปรากฏของดาวเคราะห์ในช่วงเดือนกรกฏาคม

 

ดาวเสาร์

        ในเดือนกรกฏาคมนี้ยังเป็นโอกาสดีสำหรับสังเกตดาวเสาร์ ซึ่งเราสามารถที่จะสังเกตดาวเสาร์ได้ตั้งแต่ในช่วงเวลาหัวค่ำไปจนถึงเวลาประมาณ 01:30 . (ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพท้องฟ้าของแต่ละภูมิภาคว่าเหมาะสมกับการสังเกตการณ์ท้องฟ้าแค่ไหน) ซึ่งดาวเสาร์ยังอยู่ในบริเวณกลุ่มดาวหญิงสาว

        ในช่วงวันที่ 28 กรกฏาคม 2556 ดาวเสาร์จะเคลื่อนไปอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออก (Eastern Quadrature)

 

รูปที่ 12 แสดงตำแหน่งของดาวเสาร์ที่ตำแหน่งตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออก และตำแหน่งตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตก (ไม่ใช่อัตราส่วนจริง)

 

ตารางที่ 3 เวลาการขึ้น-ตก ของดาวเสาร์ ตามเวลาสากล (UT) ประเทศไทยให้บวกเพิ่มอีก 7 ชั่วโมง

วัน/เดือน

เวลา (UT)

ขึ้น

กลางฟ้า

ตก

หมายเหตุ

1 กรกฏาคม

07:09

12:59

18:48

 

2 กรกฏาคม

07:05

12:55

18:44

 

3 กรกฏาคม

07:01

12:51

18:41

 

4 กรกฏาคม

06:57

12:47

18:37

 

5 กรกฏาคม

06:53

12:43

18:33

 

6 กรกฏาคม

06:49

12:39

18:29

 

7 กรกฏาคม

06:45

12:35

18:25

 

8 กรกฏาคม

06:41

12:31

18:21

 

9 กรกฏาคม

06:37

12:27

18:17

 

10 กรกฏาคม

06:33

12:23

18:13

 

11 กรกฏาคม

06:30

12:19

18:09

 

12 กรกฏาคม

06:26

12:15

18:05

 

13 กรกฏาคม

06:22

12:11

18:01

 

14 กรกฏาคม

06:18

12:08

17:57

 

15 กรกฏาคม

06:14

12:04

17:53

 

16 กรกฏาคม

06:10

12:00

17:49

 

17 กรกฏาคม

06:06

11:56

17:46

 

18 กรกฏาคม

06:02

11:52

17:42

 

19 กรกฏาคม

05:58

11:48

17:38

 

20 กรกฏาคม

05:55

11:44

17:34

 

21 กรกฏาคม

05:51

11:40

17:30

 

22 กรกฏาคม

05:47

11:37

17:26

 

23 กรกฏาคม

05:43

11:33

17:22

 

24 กรกฏาคม

05:39

11:29

17:18

 

25 กรกฏาคม

05:35

11:25

17:15

 

26 กรกฏาคม

05:32

11:21

17:11

 

27 กรกฏาคม

05:28

11:17

17:07

 

28 กรกฏาคม

05:24

11:14

17:03

 

29 กรกฏาคม

05:20

11:10

16:59

 

30 กรกฏาคม

05:16

11:06

16:55

 

31 กรกฏาคม

05:13

11:02

16:52

 

 

* สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวเสาร์ในช่วงเดือนมิถุนายนมีค่าประมาณ 0.72 – 0.85

 

ดาวพุธ

        สำหรับผู้ที่รอคอยชมดาวเคราะห์ดวงที่เล็กที่สุด และอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในช่วงหัวค่ำตลอดทั้งเดือน ในวันที่ 10 กรกฏาคม 2556 (ดูรูปที่ 13 เพื่อความเข้าใจ) ดาวพุธกำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ตำแหน่งร่วมทิศวงใน (Mercury Inferior Conjunction) 

        ซึ่งหากผู้สังเกตใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กส่องดูดาวพุธจะเห็นเฟสของดาวพุธปรากฏดัง รูปที่ 11

 

รูปที่ 13 แสดงตำแหน่งของดาวพุธที่ตำแหน่งร่วมทิศวงใน และตำแหน่งร่วมทิศวงนอก (ไม่ใช่อัตราส่วนจริง)

 

ตารางที่ 4 เวลาการขึ้น-ตก ของดาวพุธ ตามเวลาสากล (UT) ประเทศไทยให้บวกเพิ่มอีก 7 ชั่วโมง

วัน/เดือน

เวลา (UT)

ขึ้น

กลางฟ้า

ตก

หมายเหตุ

1 กรกฏาคม

23:53

06:20

12:42

 

2 กรกฏาคม

23:48

06:15

12:36

 

3 กรกฏาคม

23:42

06:09

12:30

 

4 กรกฏาคม

23:36

06:03

12:23

 

5 กรกฏาคม

23:30

05:56

12:17

 

6 กรกฏาคม

23:23

05:50

12:10

 

7 กรกฏาคม

23:17

05:43

12:04

 

8 กรกฏาคม

23:10

05: 37

11:57

 

9 กรกฏาคม

23:04

05:30

11:50

 

10 กรกฏาคม

22:57

05:24

11:44

 

11 กรกฏาคม

22:51

05:17

11:37

 

12 กรกฏาคม

22:44

05:11

11:31

 

13 กรกฏาคม

22:38

05:05

11:25

 

14 กรกฏาคม

22:32

04:58

11:19

 

15 กรกฏาคม

22:26

04:53

11:13

 

16 กรกฏาคม

22:21

04:47

11:08

 

17 กรกฏาคม

22:15

04:42

11:03

 

18 กรกฏาคม

22:10

04:37

10:58

 

19 กรกฏาคม

22:06

04:32

10:54

 

20 กรกฏาคม

22:02

04:28

10:50

 

21 กรกฏาคม

21:58

04:24

10:46

 

22 กรกฏาคม

21:54

04:20

10:43

 

23 กรกฏาคม

21:51

04:17

10:40

 

24 กรกฏาคม

21:49

04:15

10:38

 

25 กรกฏาคม

21:47

04:12

10:36

 

26 กรกฏาคม

21:45

04:11

10:35

 

27 กรกฏาคม

21:44

04:09

10:34

 

28 กรกฏาคม

21:43

04:08

10:33

 

29 กรกฏาคม

21:42

04:08

10:33

 

30 กรกฏาคม

21:42

04:07

10:33

 

31 กรกฏาคม

21:43

04:08

10:33

 

 

* สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวเสาร์ในช่วงเดือนมิถุนายนมีค่าประมาณ 2.25

 

ดาวศุกร์

        ในช่วงเดือนกรกฏาคมดาวศุกร์จะปรากฏให้เราเห็นในช่วงค่ำ

 

ตารางที่ 5 เวลาการขึ้น-ตก ของดาวศุกร์ ตามเวลาสากล (UT) ประเทศไทยให้บวกเพิ่มอีก 7 ชั่วโมง

วัน/เดือน

เวลา (UT)

ขึ้น

กลางฟ้า

ตก

หมายเหตุ

1 กรกฏาคม

00:48

07:14

13:40

 

2 กรกฏาคม

00:50

07:15

13:41

 

3 กรกฏาคม

00:51

07:16

13:42

 

4 กรกฏาคม

00:52

07:18

13:42

 

5 กรกฏาคม

00:54

07:19

13:43

 

6 กรกฏาคม

00:55

07:20

13:44

 

7 กรกฏาคม

00:57

07:21

13:44

 

8 กรกฏาคม

00:58

07:22

13:45

 

9 กรกฏาคม

00:59

07:22

13:45

 

10 กรกฏาคม

01:01

07:23

13:46

 

11 กรกฏาคม

01:02

07:24

13:46

 

12 กรกฏาคม

01:03

07:25

13:47

 

13 กรกฏาคม

01:05

07:26

13:47

 

14 กรกฏาคม

01:06

07:27

13:47

 

15 กรกฏาคม

01:07

07:28

13:48

 

16 กรกฏาคม

01:09

07:28

13:48

 

17 กรกฏาคม

01:10

07:29

13:48

 

18 กรกฏาคม

01:11

07:30

13:49

 

19 กรกฏาคม

01:12

07:31

13:49

 

20 กรกฏาคม

01:13

07:31

13:49

 

21 กรกฏาคม

01:15

07:32

13:49

 

22 กรกฏาคม

01:16

07:33

13:49

 

23 กรกฏาคม

01:17

07:33

13:49

 

24 กรกฏาคม

01:18

07:34

13:50

 

25 กรกฏาคม

01:19

07:35

13:50

 

26 กรกฏาคม

01:20

07:35

13:50

 

27 กรกฏาคม

01:21

07:36

13:50

 

28 กรกฏาคม

01:22

07:36

13:50

 

29 กรกฏาคม

01:24

07:37

13:50

 

30 กรกฏาคม

01:25

07:37

13:50

 

31 กรกฏาคม

01:26

07:38

13:50

 

 

* สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวเสาร์ในช่วงเดือนมิถุนายนมีค่าประมาณ – 3.30

 

ดาวอังคาร

        สำหรับการสังเกตดาวอังคารก็ยังคงลำบากที่จะสังเกต เนื่องจากดาวอังคารยังอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์และช่วงเดือนนี้ยังมีฝนตกมาก และมีเมฆมากการการสังเกตดาวอังคารคงเป็นไปได้ยากลำบาก

 

ตารางที่ 6 เวลาการขึ้น-ตก ของดาวอังคาร ตามเวลาสากล (UT) ประเทศไทยให้บวกเพิ่มอีก 7 ชั่วโมง

วัน/เดือน

เวลา (UT)

ขึ้น

กลางฟ้า

ตก

หมายเหตุ

1 กรกฏาคม

21:39

04:10

10:39

 

2 กรกฏาคม

21:38

04:09

10:38

 

3 กรกฏาคม

21:37

04:08

10:37

 

4 กรกฏาคม

21:36

04:07

10:36

 

5 กรกฏาคม

21:35

04:06

10:35

 

6 กรกฏาคม

21:34

04:05

10:34

 

7 กรกฏาคม

21:33

04:04

10:33

 

8 กรกฏาคม

21:32

04:03

10:32

 

9 กรกฏาคม

21:31

04:02

10:31

 

10 กรกฏาคม

21:30

04:01

10:31

 

11 กรกฏาคม

21:29

04:00

10:30

 

12 กรกฏาคม

21:28

03:59

10:29

 

13 กรกฏาคม

21:27

03:58

10:28

 

14 กรกฏาคม

21:26

03:57

10:27

 

15 กรกฏาคม

21:25

03:56

10:26

 

16 กรกฏาคม

21:24

03:55

10:25

 

17 กรกฏาคม

21:23

03:54

10:24

 

18 กรกฏาคม

21:22

03:53

10:23

 

19 กรกฏาคม

21:21

03:52

10:22

 

20 กรกฏาคม

21:20

03:51

10:21

 

21 กรกฏาคม

21:19

03:50

10:20

 

22 กรกฏาคม

21:18

03:49

10:19

 

23 กรกฏาคม

21:17

03:48

10:18

 

24 กรกฏาคม

21:16

03:47

10:17

 

25 กรกฏาคม

21:16

03:46

10:16

 

26 กรกฏาคม

21:15

03:45

10:14

 

27 กรกฏาคม

21:14

03:44

10:13

 

28 กรกฏาคม

21:13

03:43

10:12

 

29 กรกฏาคม

21:12

03:42

10:11

 

30 กรกฏาคม

21:11

03:41

10:10

 

31 กรกฏาคม

21:10

03:40

10:09

 

 

* สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวเสาร์ในช่วงเดือนมิถุนายนมีค่าประมาณ 1.74

 

สถาพอากาศท้องฟ้าในเดือนกรกฎาคม

        สถาพอากาศในเดือนกรกฏาคมนี้เป็นช่วงที่มีฝนตกมาก และมีเมฆหนาปกคลุมทั้งท้องฟ้า แต่ก็อาจมีบางคืนที่สามารถสังเกตเห็นดาวได้ตามรอยแยกของเมฆ ทั้งนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับสถาพอากาศของแต่ละภูมิภาค

 

ความสุขของคนดูดาว คือ การที่ได้เฝ้ามองท้องฟ้าอันสวยงาม

 

กรกมล ศรีบุญเรือง

เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

 

อ้างอิง

จาก http://www.pleplejung.com

Additional information