ท้องฟ้าในเดือนกรกฎาคม

Share

ท้องฟ้าในเดือนกรกฎาคม 2557

 

        สวัสดีเดือนแห่งความรักและความสุขสมหวัง คงแปลกใจว่าทำไหมในหนึ่งปีมีเดือนแห่งความรัก 2 ครั้ง หลายคนคงคุ้นกับวันแห่งความรักของชาวฝั่งตะวันตก และสำหรับชาวเอเชียก็มีวันแห่งความรักและความสุขสมหวังเช่นกัน แต่ความจริงแล้ววันไหน ก็สามารถเป็นวันแห่งความรักและความสุขสมหวังได้ทุกวัน

        สำหรับเดือนนี้ขอเล่าซ้ำตำนานนิทานความรักของชายหญิงคู่นี้อีกสักครั้ง สำหรับท่านที่เคยอ่านแล้วก็ต้องขออภัยด้วยครับ นิทานเรื่องนี้เป็นตำนานของชาวจีนกับชาวญี่ปุ่น และยังมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวจีนที่สืบทอดกันมายาวนานจนถึงปัจจุบันในเทศกาลชีซีและเทศกาลทานาบาตะของชาวญี่ปุ่น  ซึ่งตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี และในเดือนกรกฎาคมปีนี้ก็วนมาครบรอบอีกปีหนึ่ง แต่สำหรับเทศกาลชีซีของชาวจีนก็ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นวันที่ 7 เดือนกรกฎาคม แต่ความจริงแล้วปฏิทินของชาวจีนในอดีตนับตามเดือนจันทรคติ ซึ่งจะตรงกับเดือนสิงหาคมของทุก ปี แต่สำหรับหลายท่านที่ได้อ่านตำนานหรือนิทานที่เกี่ยวกับทั้งสองเทศกาลนี้จะ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมาก ส่วนท่านที่ยังไม่เคยได้อ่านนิทานเรื่องนี้มาก่อนก็ลองอ่านต่อได้ในบทความนี้

 

ตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าของชาวจีน

        ตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าของชาวจีน เป็นต้นกำเนิดของเทศกาลแห่งความรักชาวจีนราตรีแห่งเลข 7” หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าเทศกาลนกกระสาซึ่งบางครั้งก็เรียกกันว่าวันแห่งความรักของชาวจีนโดยตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าเป็นตำนานดาวที่ชาวจีนสมัยโบราณแต่งขึ้น โดยเรื่องราวของตำนานเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวในช่วงปลายฤดูร้อนของทางเอเชียตะวันออก แต่ที่ประเทศไทยเป็นช่วงฤดูฝน สำหรับประเทศจีนที่ตั้งอยู่ที่ตำแหน่งละติจูดสูงกว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงปลายฤดูร้อนทำให้ในช่วงหัวค่ำสามารถสังเกตเห็นดาวฤกษ์สว่าง 2 ดวง ที่กำลังออกจากทางทิศตะวันออก ซึ่งดาวทั้งสองดวงนี้ก็คือดาวเวก้า (Vega) ในกลุ่มดาวพิณ และดาวฤกษ์อีกดวงหนึ่งคือดาวอัลแทร์ (Altair) ในกลุ่มดาวนกอินทรี

        ในตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าเป็นเรื่องราวความรักของเทพธิดาผู้สูงศักดิ์กับชายหนุ่มผู้ต่ำต้อย เรื่องเกิดขึ้นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ไร้เมฆ เง็กเซียนฮ่องเต้มองดูท้องฟ้าอันไร้สีสัน ซึ่งมองดูแล้วมีความรู้สึกหดหู่ จึงสั่งให้ธิดาทั้ง 7 องค์ ทอผ้าและตัดเสื้อให้ท้องฟ้าใส่ แต่ผ้าที่ธิดาทั้ง 7 องค์ ทอออกมานั้นมีแต่สีเทาและสีขาวเท่านั้น  ธิดาองค์เล็กสุดเป็นผู้ที่มีความเฉลี่ยวฉลาด ซึ่ง พบกับดอกไม้เจ็ดสีในสวน จึงนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าทำให้ผ้าที่ทอออกมามีสีสันสวยงาม พี่สาวทั้ง 6 องค์ ต่างดีใจ และตกลงกันว่าใน วันธรรมดาจะให้ท้องฟ้าสวมเสื้อสีขาว หากวันไหนฝนตกก็จะเปลี่ยนเป็นเสื้อสีเทา ส่วนยามเช้าและยามเย็นจะสวมเสื้อเจ็ดสี เมื่อเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงทราบจึงพอพระทัยมาก จึงได้ประทานชื่อแก่ธิดาองค์เล็กว่าจือหนี่ซึ่งหมายถึงสาวทอผ้า

        แต่เมื่อเทพธิดาทั้ง 7 องค์ ต้องทอผ้าทุกวันก็ทำให้เทพธิดาทั้ง 7 องค์ รู้สึกเหนื่อย และแอบหนีลงมาเที่ยวบนโลกและอาบน้ำที่ทะเลสาบอยู่บ่อยครั้ง และอีกทางฝากฝั่งหนึ่งบนโลกมีเด็กชายกำพร้าคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพี่ชายและพี่สะใภ้ เนื่องจากเขาช่วยพี่ชายเลี้ยงวัว ชาวบ้านจึง เรียกเขาว่าหนิวหลางซึ่งหมายถึงคนเลี้ยงวัวเมื่อเขาโตเป็นหนุ่ม พี่ชายกับพี่สะใภ้ ได้ก็แบ่งสมบัติให้เขาเป็นวัว 1 ตัว กับคันไถ 1 อัน เพื่อให้หนิวหลางออกไปสร้างครอบครัวของตัวเอง หนิวหลางได้ออกไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตามลำพังที่บริเวณตีนเขา วันหนึ่งหนิวหลางต้องแปลกใจเมื่อวัวที่เขาเลี้ยงพูดได้ (แท้ที่จริงแล้ววัวที่หนิวหลางเลี้ยงอยู่นั้นเป็นเทพที่ทำผิดกฎสวรรค์จึงถูกเนรเทศลงมาเกิดเป็นวัวบนโลก) วัวได้พูดกับหนิวหลางว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องมีภรรยากับเขาเสียที ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ท่านจะพลาดไม่ได้ ในวันพรุ่งนี้ท่านจะต้องเดินทางไปด้านหน้าของภูเขาแล้วท่านจะพบกับทะเลสาบแห่งหนึ่ง ท่านจะได้พบกับหญิงงามหลายคนเล่นน้ำอยู่ ให้ท่านหยิบเสื้อผ้าของพวกนางชุดหนึ่งที่เป็นชุดสีแดงแล้วซ่อนตัวรอพบกับเจ้าของชุดสีแดงที่ค้นหาเสื้อผ้าอยู่นางนั้นจะเป็นภรรยาของท่าน (แต่บางตำนานบอกว่าหนิวหลางหยิบเสื้อผ้ามาทั้งหมด และพี่สาวทั้ง 6 องค์ ได้ส่งให้น้องสาวคนสุดท้องที่งดงามที่สุดในหมู่เทพธิดาทั้งเจ็ดมาขอเสื้อผ้าคืน ซึ่งหนิวหลางก็ขอเธอแต่งงานและนางก็ตกลง เทพธิดานางอื่นจึงได้กลับสวรรค์ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยาที่ดีต่อกัน) ถ้าอยากมีภรรยาท่านจงอย่าลืมทำตามที่ข้าบอก วันพรุ่งนี้วันเดียวเท่านั้น (วันที่ 7 เดือน 7 เป็นวันที่เทพธิดาทั้ง 7 องค์จะลงมาอาบน้ำที่ทะเลสาบ) วันรุ่งขึ้นหนิวหลางก็ทำตามที่วัวแนะนำ เขาได้พบกับหญิงงามนางที่เป็นเจ้าของชุดสีแดงตามที่วัวบอก และหนิวหลางก็ขอเธอแต่งงานและนางก็ตกลง เทพธิดานางอื่นจึงได้กลับสวรรค์ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เป็นสามีภรรยาที่ดีต่อกัน พวกเขามีลูกสองคนและใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข

        จนกระทั้งในเวลาต่อมาเง็กเซียนฮองเฮาผู้เป็นแม่ของจือหนี่ ทราบเรื่องที่ว่าลูกสาวของตนไปแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา ซึ่งผิดกฎสวรรค์ เง็กเซียนฮองเฮาโกรธมากและสั่งให้จือหนี่กลับสวรรค์ทันที เมื่อหนิวหลางกลับมาบ้านก็ไม่พบภรรยาจึงเศร้าโศกเสียใจมาก ตอนนั้นเองวัวของเขาก็ได้พูดขึ้นมาอีกครั้ง ว่าจือหนี่ถูกเง็กเซียนฮองเฮาเรียกตัวให้กลับสวรรค์ และบอกวิธีที่หนิวหลางจะขึ้นไปหานางได้ต้องฆ่าตนเสีย เพื่อที่จะได้เอาหนังของตนมาห่ม ซึ่งจะทำให้เขาไปตามหาจื่อหนีบนสวรรค์ได้ หนิวหลางจึงฆ่าวัวของตัวเองทั้งน้ำตา ก่อนที่จะเอาหนังของวัวมาคลุมห่มร่างตนและลูกทั้งสอง

        เมื่อเง็กเซียนฮองเฮาพบว่าหนิวหลางกับลูก แอบขึ้นมาบนสวรรค์ก็โกรธจัดจึงเอาดึงปิ่นปักผมของนางกรีดไปบนสวรรค์กลายเป็นแม่น้ำบนสวรรค์ (แม่น้ำบนสวรรค์ดังกล่าวก็คือทางช้างเผือกที่พาดผ่านระหว่างดาวเวก้าและดาวอัลแทร์) เพื่อแยกคนรักของทั้งสองออกจากกันตลอดไป จื่อหนีจึงทำได้เพียงนั่งทอผ้าอย่างเศร้าสร้อยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ขณะที่หนิวหลางก็ได้แต่เฝ้ามองภรรยาอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำพร้อมเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสอง (ดาวเบตา-นกอินทรี และแกมมา-นกอินทรี) แต่ทั้งคู่ก็มีโอกาสได้เจอกันเพียงครั้งเดียวในรอบปี โดยเหล่านกกระสาบนโลกที่สงสารคนรักทั้งคู่พากันบินขึ้นสู่สวรรค์ และเรียงตัวกันเป็นสะพานเพื่อให้ทั้งสองมาพบเจอกันได้เพียงค่ำคืนเดียวคือคืนของวันที่ 7 เดือน 7 (ตามจันทรคติ)

 

ตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าของชาวญี่ปุ่น

        สำหรับเทศกาลทานาบาตะ มีต้นกำเนิดมาจากเทศกาลราตรีแห่งเลขเจ็ดหรือเทศกาลชีซีที่มีการเฉลิมฉลองกันในประเทศจีน ซึ่งเผยแพร่เข้ามาในราชสำนักญี่ปุ่นในสมัยเฮอัน (.. 1337 – 1728) ซึ่งขณะนั้นเมืองศูนย์กลางเมืองเกียวโต (ก่อนจะร่วมเป็นประเทศญี่ปุ่น

        สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้วดาวเวก้า เป็นตัวแทนของเจ้าหญิงโอริฮิเมะหรือเจ้าหญิงทอผ้า และดาวอัลแทร์เป็นตัวแทนของฮิโกะโบชิตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นโบราณที่เล่าต่อๆ กันมาว่า ดาวสองดวงนี้ต้องพลัดพรากจากกันโดยมีแม่น้ำแห่งสวรรค์” (ทางช้างเผือก) ขวางกั้นอยู่ ตามจินตนาการของคนสมัยโบราณซึ่งมองเห็นทางช้างเผือกที่มีดาวหลายล้านดวงเรียงรายคล้ายกับว่าเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่บนสวรรค์ (บนท้องฟ้า) และตำนานที่ถูกเหล่าต่อกันมานานนับพันปีนี่ย่อมถูกปรับเปลี่ยนไปตามการเวลาเหลือแต่โครงสร้างของเรื่องแต่รายละเอียดปลีกย่อยส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงไป จึงกลายเป็นตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าในฉบับของชาวญี่ปุ่น

        กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ฝั่งแม่น้ำด้านเหนือของแม่น้ำแห่งสวรรค์ (ทางช้างเผือกที่พาดผ่านทางซีกฟ้าเหนือที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์) บนสวรรค์เทพผู้ครองสวรรค์ที่มีธิดาผู้เลอโฉมและขยันขันแข็งอยู่องค์หนึ่งที่ชื่อว่าเจ้าหญิงโอริฮิเมะซึ่งเวลาของเจ้าหญิงใช้ไปกับการทอผ้าให้กับพระบิดา กับเหล่าเทพทั้งหลาย จึงไม่มีเวลาออกไปเที่ยวและพบปะกับเทพองค์อื่น ดังนั้นพระบิดาจึงได้ตระหนักดีว่ายิ่งนานวันไปเจ้าหญิงก็ถึงเวลาที่จะมีคู่ครองได้แล้ว แต่เจ้าหญิงก็ได้แต่ทอผ้าอย่างเดียว ต่อมาพระบิดาได้ข่าวว่ามีชายหนุ่มที่กล้าหาญและหล่อเหลาที่ชื่อว่าฮิโกโบชิจึงอยากให้ธิดาได้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้นี้ พระบิดาของเจ้าหญิงโอริฮิเมะจึงได้แนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน เมื่อทั้งสองได้พบกัน ก็เกิดการชอบพอกัน และก่อเกิดเป็นความรัก เมื่อเทพผู้ครองสวรรค์เห็นว่าทั้งสองถูกตาต้องใจกันจึงได้จัดให้มีพิธีอภิเษกสมรสระหว่างทั้งสองขึ้น แต่เมื่อหลังจากพิธีอภิเษกสมรสก็เริ่มเกิดปัญหาขึ้นมา ซึ่งทั้งสองจะออกไปเที่ยวด้วยกันทุกวัน ทุกคืน เจ้าหญิงโอริฮิเมะมีความสุขมากและลุ่มหลงฮิโกโบชิจนไม่ยอมทอผ้าเหมือนก่อน แต่พระบิดาก็ให้อภัยมาตลอดยิ่งนานวันเข้าเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็ยิ่งหลงระเริงไปกับความรักจนลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างเอาแต่ออกไปเที่ยวกับฮิโกโบชิ ทำให้เทพผู้ครองสวรรค์พิโรธ จึงลงอาญาให้ทั้งสองแยกจากกันไปโดยให้ไปอยู่คนละฝากฝั่งของแม่น้ำแห่งสวรรค์และไม่อนุญาตให้ทั้งสองพบกันอีก หลังจากที่ทั้งสองถูกแยกออกจากกันเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็มีแต่ความโศกเศร้าที่ต้องพลัดพรากจากผู้เป็นสามีสุดที่รักจนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เทพผู้ครองสวรรค์ได้เฝ้ามองความเศร้าโศกของนาง และเห็นอาการของนางเลวร้ายลงทุกวัน ก็เกิดความสงสารที่จะเห็นนางเป็นเช่นนี้อีกต่อไป จึงอนุญาตให้นางสามารถพบกับสามีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง โดยในทุก ปี นางจะสามารถข้ามแม่น้ำแห่งสวรรค์ไปพบกับสามีได้ 1 ครั้ง คือ วันที่ 7 เดือน 7 ของทุก ปีซึ่งคืนที่เจ็ดของเดือนที่เจ็ดนกกระสาจะบินมาเรียงตัวกันสร้างเป็นสะพานสวรรค์ เพื่อให้ทั้งสองได้มาพบกัน ถึงแม้จะเป็นแค่วันเดียวในหนึ่งปีด้วยความรักของทั้งสองก็คอยนับวันที่เขาทั้งสองจะได้พบกันอีก นับจากนั้นมาเจ้าหญิงโอริฮิเมะก็กลับมาขยันขันแข็งตั้งหน้าตั้งตาทอผ้าของนางเหมือนเดิม เพื่อรอคอยคืนที่เจ็ดของเดือนที่เจ็ดของปีต่อไป

 

กลุ่มดาวในช่วงเดือนกรกฎาคม

        สำหรับในช่วงเดือนนี้กลุ่มดาวที่น่าสนใจคงต้องยกให้กลุ่มดาวที่ขึ้นจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความโดดเด่นมากและไม่แพ้กลุ่มดาวอื่นๆ กลุ่มดาวเหล่านี้ผู้เขียนได้กล่าวมาบางแล้วในตำนานหนุ่มเลี้ยงวัวกับดาวสาวทอผ้าที่ได้เล่าถึงท้องฟ้าสิ่งที่ชาวจีนโบราณได้สังเกตเห็นและจินตนาเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เช่นเดียวกันชาวกรีกโบราณที่มีเล่าตำนานเทพที่เชื่อมโยงกับกลุ่มดาวต่างๆ บนท้องฟ้า กลุ่มดาวที่ผู้เขียนกล่าวถึงก็ คือ กลุ่มดาวหงส์ กลุ่มพิณ และกลุ่มดาวนกอินทรี ซึ่งแต่ละกลุ่มดาวก็มีเอกลักษณ์ที่น่าชม และยังมีกลุ่มดาวเรียงเด่นที่น่าสนใจเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วประกอบขึ้นจากดาวฤกษ์ที่มีความสว่างที่สุดจากกลุ่มดาวทั้ง 3 กลุ่ม โดยการเรียงตัวกันของดาวทั้งสามดาวนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อสามเหลี่ยมฤดูร้อน” (Summer Triangle) ที่มองเห็นด้วยตา เพราะมุมทั้งสามของสามเหลี่ยมถูกยึดโดยดาวฤกษ์ที่มีความโดดเด่นทำให้ผู้สังเกตการณ์เห็นดาวฤกษ์ทั้งสามดวงเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งประกอบด้วยดาวเวก้าเป็นดาวที่สว่างที่สุดในสามเหลี่ยมฤดูร้อนและเป็นดาวที่สว่างเป็นลำดับที่ 5 ในท้องฟ้าในเวลากลางคืน ผู้สังเกตทางซีกฟ้าเหนือสามารถมองเห็นได้ง่าย รองลงมาคือดาวอัลแทร์ มีลำดับความสว่างอยู่ที่ 12 และสุดท้ายดาวเดเนปมีลำดับความสว่างอยู่ที่ 19 ดาวเวก้าส่องแสงเกือบเป็นสองเท่าของดาวอัลแทร์ และสี่เท่าของดาวเดเนป

        ดาวเวก้ายังเป็นผู้นำดาวทั้งสองดวงนี้ ในการเดินทางข้ามผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งผู้สังเกตจะเห็นดาวเวก้าอยู่ด้านบนของสามเหลี่ยมฤดูร้อน ซึ่งสามารถสังเกตเห็นดาวเวก้าขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในเวลาพลบค่ำหลังจากสิ้นแสงสนธยาในช่วงฤดูร้อน (ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม) เวลาต่อมาเมื่อดาวเวก้าเคลื่อนที่สูงขึ้น ผู้สังเกตจะเริ่มมองเห็นดาวสหายทั้งสองดวงของดาวเวก้า และในช่วงต้นเดือนตุลาคม (ปลายฤดูฝนของทางภาคเหนือ) สามเหลี่ยมฤดูร้อนจะอยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกตการณ์พอดี และจะเพิ่มหันไปทางทิศตะวันตกเรื่อยๆ ตลอดฤดูกาล แต่ถึงจะได้ชื่อว่าสามเหลี่ยมฤดูร้อนผู้สังเกตยังสามารถมองเห็นดาวทั้งสามดวงนี้ได้ ไปจนถึงปลายเดือนธันวาคม ในช่วงเวลาหลังจากตะวันตกลับขอบฟ้าไป ทางด้านทิศตะวันตก กลุ่มดาวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนหยิบยกมาเล่า ความจริงแล้วยังมีกลุ่มดาวอีกมากที่สนใจที่อยู่ในบริเวณใจกลางทางเผือกที่ได้พูดถึงในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

รูปที่ 1 ท้องฟ้าในเดือนกรกฎาคม เวลา 20:00 .

 

        กลุ่มดาวที่เราสามารถมองเห็นได้ในช่วงหัวค่ำในเดือนกรกฎาคมนี้ เริ่มจากทางทิศตะวันออก กลุ่มดาวที่เราสามารถสังเกตเห็นตั้งแต่ขอบฟ้าไปจนถึงจุดเหนือศีรษะประกอบด้วย กลุ่มดาวคนแบกงู กลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส กลุ่มดาวมงกุฎเหนือ กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ กลุ่มดาวคันชั่ง กลุ่มดาวหญิงสาว ในบริเวณกลางท้องฟ้าจะมี กลุ่มดาวสิงโต กลุ่มดาวสิงโตเล็ก กลุ่มดาวผมเบเรนิซ และกลุ่มดาวนกกา กลุ่มดาวปลาโลมา และกลุ่มดาวถ้วย ส่วนทางทิศตะวันตกจะมี กลุ่มดาวงูไฮดร้า กลุ่มดาวปู กลุ่มดาวสุนัขเล็ก และกลุ่มดาวคนคู่ ทางทิศเหนือมีกลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวหมีเล็ก กลุ่มดาวยีราฟ และกลุ่มดาวมังกร ทางทิศใต้มีกลุ่มดาวเซนเทารัส กลุ่มดาวนกพิราบ กลุ่มดาวใบเรือ กลุ่มดาวกระดูกงูเรือ กลุ่มดาวกางเขนใต้  

เรื่องเล่ากลุ่มดาว

        สำหรับเดือนนี้ขออนุญาตเล่าเรื่องดาวกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ (Canes Venatici) ซึ่งเป็นกลุ่มดาวเล็ก ที่อยู่ทางซีกฟ้าเหนือ ถึงแม้จะเป็นแค่กลุ่มดาวเล็ก แต่ก็มีวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจด้วยกันหลายวัตถุ และสำหรับความเป็นของกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ ถูกเรียกให้เป็นกลุ่มดาวเมื่อประมาณ 230 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการจัดเรียงลักษณะของกลุ่มดาวดังรูปที่ 

 

รูปที่ 2 แสดงตำแหล่งของดาวฤกษ์ภายในกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ

 

ตารางที่ 1 แสดงชื่อดาวและรายละเอียดของดาวที่สำคัญในกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ

ชื่อดาว

  ค่าความสว่าง  

ปรากฏ

  ค่าความสว่าง  

สัมบูรณ์

  ชื่อเฉพาะ  

  ชื่ออ่านภาษาไทย  

  ชื่อสามัญ  

 Alphecca

 อัลเฟคก้า

αCrB

2.22

0.42

 Nusakan

 นูซาแคน

βCrB

3.66

0.94

 

        กลุ่มดาวหมาล่าเนื้อเป็นกลุ่มดาวขนาดเล็กมาก ในซีกฟ้าเหนือ สมัยของปโตเลมี (Ptolemy) กลุ่มดาวนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มดาวหมีใหญ่ซึ่งเป็นดาวสลัวอยู่ใต้หางของหมีใหญ่ ต่อมาในปี ..2230  (..1687) โจฮันเนส เฮเวเลียส (Johannes Hevelius) นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ คิดว่าควรจะแยกออกเป็นกลุ่มดาวต่างหาก และได้ตั้งชื่อกลุ่มดาวนี้เป็นกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ ซึ่งแสดงเป็นหมาสองตัวที่คนเลี้ยงสัตว์ถือเชือกอยู่ โดยหมาทั้งสองตัวเป็นแทนของแอสเทอเรียน (Asterion) ซึ่งเป็นหมาตัวที่อยู่ทางเหนือ และ คารา (Chara) เป็นหมาตัวทางใต้ที่กำลังไล่งับส้นเท้าของหมีใหญ่อยู่ หมาตัวใต้ประกอบด้วยดาวฤกษ์สว่างที่สุดในกลุ่มดาวนี้สองดวง คือ ดาวอัลฟา แคนัม เวนาติคอรัม และดาวเบตา แคนัม เวนาติคอรัม (Alpha Canum Venaticorum and Beta Canum Venaticorum) ปโตเลมีได้จดทะเบียนดาวทั้งสองนี้ใน (Almagest) เป็นกลุ่มดาวแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นดาวที่อยู่นอกร่างของหมีใหญ่ และด้วยเหตุนี้ดาวจึงไม่ได้อยู่ในกลุ่มดาวใด  

        จึงแนวคิดของหมาที่จูงโดยคนเลี้ยงสัตว์ เฮวีเลียสไม่ใช่ต้นฉบับแรก แต่พบในแผนที่ดาวที่ตีพิมพ์ใน ..2076 (..1533) ของนักดาราศาสตร์เยอรมันชื่อปีเตอร์ อาเปียน (Peter Apian) แสดงให้เห็นคนเลี้ยงสัตว์ถือสายจูงหมาทั้งสองสองอยู่ในมือข้างขวาของเขา บนแผนที่ดาวที่ตีพิมพ์โดยอาเปียนอีกสามปีต่อมาจำนวนหมาได้เริ่มขึ้นเป็นสามตัวและได้ย้ายมือที่จูงหมาไปทางซ้าย แต่หมาก็ยังคงตามคนเลี้ยงสัตว์อยู่ไม่ได้ตามหมี ซึ่งเป็นความพยายามที่จะเชื่อมโยงภาพวาดหมาในแผนที่ดาวแบบเก่าแต่หมาทั้งหมดไม่มีชื่อปรากฏอยู่ ดังนั้นหลักฐานที่แสดงตำแหน่งของหมาในตำแหน่งปัจจุบัน และทำให้หมาทั้งสองตัวถูกแยกออกมาเป็นกลุ่มดาวยังคงเป็นเฮเวเลียสอยู่

 

รูปที่ 3 ปีเตอร์ อาเปียน

 

รูปที่ 4 คาเนส เวนาธิชิ สุนัขล่าเนื้อสองตัวที่จูงคนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งสามารถพบได้ในหนังสือ Atlas Coelestis ของจอห์น แฟรมสทีด (John Flamsteed) ในปี ..2272 (..1729) ต้นฉบับเดิมเป็นของเฮเวเลียส

 

ดาวหัวใจแห่งชาร์ลส์ (Charles’s Heart)

        ดาวอัลฟา แคนัม เวนาติคอรัม (Alpha Canum Venaticorum) หรือที่รู้จักกันในชื่อคอร์ แคโรลี (Cor Caroli) ซึ่งดาวดวงนี้มีการตั้งชื่อมาเมื่อประมาณ 350 ปีก่อน เนื่องจากในโลกตะวันตกสมัยโบราณดาวดวงนี้ยังไม่เคยมีชื่อปรากฏอยู่ในภาษาใดเท่าที่ลองสืบค้นมา จนกระทั่งมาถึงช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีการตั้งชื่อว่าดาวคอร์ แคโรลี” (Cor Caroli) ซึ่งหมายความว่าหัวใจแห่งชาร์ลส์” (Charles's Heart) มีความไม่แน่นอนบางอย่างว่าชื่อของดาวถูกตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ถูกประหารชีวิต ในปี ..2192 (..1649) ในช่วงสงครามกลางเมืองในประเทศอังกฤษ หรือลูกชายของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 (กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2) เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 กลับไปยังลอนดอนเพื่อฟื้นฟูราชบัลลังก์ในปี ..2203 (..1660) เป็นชื่อดาวที่ได้ประกาศเกียรติคุณในปี ..2203 (..1660) โดย เซอร์ชาร์ลส์ สการ์โบโรห์ (Sir Charles Scarborough) ซึ่งเป็นแพทย์ประจำตัวของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 สการ์โบโรห์บอกว่าดาวส่องประกายสว่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนวันที่ 29 พฤษภาคม ..2203 (..1660) เมื่อกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 กลับสู่ลอนดอนเพื่อฟื้นฟูราชบัลลังก์ เกี่ยวกับชื่อของดาว อาร์. เอช. อัลเลย (R.H. Allen) อ้างว่าสการ์โบโรห์เสนอชื่อดาวนี้กับเอ็ดมันด์ แฮลลีย์ (Edmund Halley) และตั้งใจให้ชื่อของดาวหมายถึงกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 อย่างไรก็ตามโรเบิร์ต เบิร์นแฮม จูเนียร์ (Robert Burnham Jr.) ตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะชื่อของดาวของแฮลลีย์ปรากฏในรายงานที่ตีพิมพ์โดย เจ. อี. โบด (J. E. Bode) ที่เบอร์ลิน ในปี ..2344 (..1801) แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีการตรวจสอบอื่น ในนิทานดาวของ เอียน ริดพาช (Ian Ridpath) ชี้ให้เห็นว่าชื่อของดาวปรากฏเป็นครั้งแรกบนดาวแผนที่ดาว ในปี ..2216 (..1673) บนแผนที่ดาวของ ฟรานซิส แลมบ์ (Francis Lamb) นักทำแผนที่ชาวอังกฤษ์ได้ขึ้นมา ซึ่งดาวถูกระบุชื่อว่า คอร์ แคโรลี เรกิส มาร์ทายรีส (Cor Caroli Regis Martyris) หมายถึงหัวใจแห่งชาร์ลส์ กษัตริย์ผู้ทุกข์ทรมาน” (“the heart of Charles the martyred king”) ซึ่งแสดงให้อย่างเห็นได้ชัดว่าชื่อของดาวถูกระบุว่าเป็นหมายถึงกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 (แลมบ์ ใส่คำนี้เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อองค์กษัตริย์) แลมบ์ และคนอื่น เช่น เอ็ดเวิร์ด เชอร์เบริน (Edward Sherburne) ชาวอังกฤษได้วาดหัวใจรอบดาวสวมด้วยมงกุฎ และได้เปลี่ยนให้เป็นกลุ่มดาวเล็ก ไว้ใน ในปี ..2218 (..1675)

 

     

รูปที่ 5 ด้านขวามือคือกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 1 (King Charles I) และด้านซ้ายมือคือกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 (King Charles II)

 

รูปที่ 6 กลุ่มดาว คอร์ แคโรลี โดย เอ็ดเวิร์ด เชอร์เบริน ลอนดอน 1675 แสดงให้เห็นถึงกลุ่มดาวใหม่ ขนาดเล็ก ซึ่งมีเพียงดาวดวงเดียว ชื่อว่ากลุ่มดาวคอร์ แคโรลี เรกิส มาร์ทายรีส ต่อมาหลังได้ถูกรวมเข้ากับกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ จากชื่อกลุ่มดาวคอร์ แคโรลี เรกิส มาร์ทายรีส ได้ถูกเปลี่ยนให้อยู่ในฐานะชื่อของดาวว่า คอร์ แคโรลี 

จาก http://ephemeris.sjaa.net/0206/b.html

 

        ดาวคอร์ แคโรลี เป็นดาวสว่างในกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อ จากการศึกษาพบว่าดาวดาวนี้ยังเป็นดาวแฝดประกอบด้วยดาวสองดวงอยู่แยกออกจากกันซึ่งดาวทั่งสองดาวอยู่ห่างจันประมาณ 19.6 อาร์วินาที มีค่าความสว่างเท่ากัน 2.81 ซึ่งสามารถใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กทำการสังเกตดาวทั้งสองได้ ระบบดาวคู่นี้อยู่ห่างจากโลกออกไปประมาณ 110 ปีแสง

 

รูปที่ 7 ระบบดาวคู่อัลฟา แคนัม เวนาติคอรัม

 

        ดาวอัลฟา2 แคนัม เวนาติคอรัม (Alpha2 Canum Venaticorum : α2 CVn) เป็นดาวฤกษ์ที่มีสเปกตรัมชนิด A0 และมีค่าความสว่างปรากฏที่มีแตกต่างกันระหว่าง 2.84 ถึง 2.98 โดยมีช่วงระยะเวลา 5.47 วัน ซึ่งดาวดวงนี้เป็นดาวที่มีความแปลกประหลาดทางเคมีกับความเข็มของสนามแม่เหล็กที่รุ่นแรงของดาว โดยดาวมีความเข้มของสนามแม่เหล็กประมาณ 5,000 เท่าของโลก และดาวยังถูกจำแนกว่าเป็นดาว Ap/Bp เนื่องจากในบรรยากาศของดาวมีองค์ประกอบบางอย่างที่มากเกินไป เช่น ซิลิกอน (Silicon) ปรอท (Mercury) และยูโรเพียม (Europium) ซึ่งจากการคาดเดาสาเหตุที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะองค์ประกอบบางอย่างที่จมลงไปในตัวดาวภายใต้แรงโน้มถ่วง และในขณะที่องค์ประกอบอื่น ถูกดันให้สูงขึ้นโดยความดันจากการแผ่รังสี

        ซึ่งดาวดวงนี้เป็นดาวต้นแบบประเภทของดาวแปรแสงที่เรียกว่าอัลฟา2 แคนัม เวนาติคอรัมโดยสนามแม่เหล็กของดาวเหล่านี้เชื่อกันว่าเป็นแหล่งผลิตจุดบนดาวฤกษ์ (Starspots) ที่มีขนาดใหญ่ และเนื่องจากจุดบนดาวฤกษ์เหล่านี้ทำให้ความสว่างของดาวอัลฟา2 แคนัม เวนาติคอรัม ที่ค่ามีความแตกต่างกันมาก เนื่องมาจากการหมุนของดาวเอง

 

ดาวเบตา แคนัม เวนาติคอรัม (Beta Canum Venaticorum)

        ดาวเบตา แคนัม เวนาติคอรัม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ดาวชารา (Chara) ซึ่งมาจากภาษากรีกมีความหมายว่าความสุข” (Joy) ชื่อที่กำหนดโดยเฮวีเลียสเรียกว่าสุนัขทางใต้ (Southern dog) และดาวดวงเล็ก ที่อยู่เหนือขึ้นไปเรียกว่าสุนัขทางเหนือ มีชื่อว่าแอ็สธีไรออน (Asterion) เฮวีเลียสยังทำเครื่องหมายของดาวจางที่อยู่กระจัดกระจายในบริเวณนั้นด้วย 

        โจฮานน์ โบด (Johann Bode) วาดหมาที่มีชื่อเขียนกำกับไว้แต่ละตัว ซึ่งแสดงไว้ในหนังสืมแผนที่ท้องฟ้า (Uranographia atlas) ของเขาเอง

 

กาแล็กซีน้ำวน (Whirlpool Galaxy)

        กลุ่มดาวหมาล่าเนื้อมีกระจุกดาวทรงกลมอยู่ภายในกลุ่มดาวอยู่หนึ่งกระจุก คือ M3 และกาแล็กซีกังหัน (Spiral galaxy) ที่สวยงามคือ M 51 (Whirlpool galaxy) หรือที่เรียกกันว่ากาแล็กซีน้ำวน เป็นกาแล็กซีแรกที่สามารถสังเกตเห็นว่าเป็นกาแล็กซีที่มีรูปแบบคล้ายกังหัน โดยนักดาราศาสตร์ชาวไอริช ลอร์ด โรสส์ (Lord Rosse) ในปี ..2388 (..1845) ซึ่งประกอบไปด้วยกาแล็กซีขนาดใหญ่ และใกล้ กันนั้นยังมีกาแล็กซีขนาดเล็กอีกกาแล็กซีหนึ่งซึ่งจากมุมมองคล้ายว่ากาแล็กซีทั้งสองจะชนกันแต่ที่จริงแล้วกาแล็กซีขนาดเล็กอยู่ไกลออกไปมากกว่า

        ในกลุ่มดาวนี้มีวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใสมากคือกาแล็กซีน้ำวน หรือ M51 อยู่ห่าง จากโลกไปเป็นระยะทาง 24 ล้านปีแสง เป็นกาแล็กซีชนิดกังหัน ที่หันหน้าตรงมายังโลก ถือได้ว่าเป็นกาแล็กซีที่มีความสวยงามมากอีกกาแล็กซีหนึ่งในท้องฟ้า

 

รูปที่ 8 กาแล็กซีน้ำวน

 

กาแล็กซีดอกทานตะวัน (Sunflower Galaxy)

        ในกลุ่มดาวหมาล่าเนื้อยังมีกาแล็กซีที่สวยไม่แพ้กาแล็กซีน้ำวนเลย นั้นก็คือกาแล็กซีดอกทานตะวัน หรือ M63 กาแล็กซีดอกทานตะวันที่ถูกค้นพบโดยเมเชียน เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ..2322 (..1779) แต่วัตถุท้องฟ้านี้ได้ถูกลงทะเบียนแล้วโดยเมสซิเออเป็นวัตถุที่ 63 ในบัญซีของเมสซิเออ ต่อมาในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ลอร์ด รอสซ์ ได้ระบุโครงสร้างของกาแล็กซีว่าเกลียว ทำให้เป็นหนึ่งในกาแล็กซีที่ถูกระบุในช่วงแรก

 

รูปที่ 9 กาแล็กซีดอกทานตะวัน

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในเดือนกรกฎาคม

วันที่ เดือน

เวลา (น.)

เหตุการณ์

1กรกฎาคม

02:10

- ดวงจันทร์อยู่ไกลโลกที่สุดในรอบเดือน (ระยะทาง 405,942 กิโลเมตร)

 

20:20

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเรกูลัส 6.73 องศา

2กรกฎาคม

04:00

- ดาวเคราะห์เคียงดาว (ดาวศุกร์กับดาวอัลดีบาแรนอยู่ใกล้กัน 3.91องศา)

4กรกฎาคม

07:14

- โลกอยู่ไกลดวงอาทิตย์มากที่สุดในรอบปี (ประมาณ 1.02 AU)

5กรกฎาคม

19:00

- จันทร์กึ่งแรก

 

20:22

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอังคาร 6.20 องศา

6กรกฎาคม

08:30

- ดวงจันทร์บังดาวอังคาร (ไม่สามารถมองเห็นได้ในประเทศไทย)

 

21:25

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวสไปกา 3.03 องศา

7กรกฎาคม

22:26

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเสาร์ 6.21 องศา

8กรกฎาคม

22:27

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเสาร์ 6.95 องศา

9กรกฎาคม

22:28

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวแอนทาเรส 7.33 องศา

12กรกฎาคม

18:26

- จันทร์เพ็ญ

 

 

- ดาวเคราะห์เคียงดาว (ดาวอังคารกับดาวสไปกาอยู่ใกล้กัน 1.45องศา)

 

09:31

- ดาวพุธทำมุมห่าง 20.9 องศาตะวันตก

13กรกฎาคม

15:27

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกที่สุดในรอบเดือน (ระยะทาง 358,284 กิโลเมตร)

19กรกฎาคม

09:10

- จันทร์กึ่งหลัง

22กรกฎาคม

03:01

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอัลดีบาแรน 7.35 องศา

24กรกฎาคม

05:05

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวศุกร์ 5.13 องศา

25กรกฎาคม

05:05

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพุธ 7.40 องศา

 

03:49

- ดาวพฤหัสบดีอยู่ตำแหน่งร่วมทิศกับดวงอาทิตย์

26กรกฎาคม

05:43

- จันทร์ดับ

28กรกฎาคม

10:28

- ดวงจันทร์อยู่ไกลโลกสุดในรอบเดือน (ระยะทาง 406,547 กิโลเมตร)

 

 

- ฝนดาวตกใต้ดาวเดลต้า ควอริดส์ (South Delta Aquarids) อัตราการตก 20 ดวงต่อชั่วโมง

30กรกฎาคม

05:01

- ดาวพุธอยู่ที่จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด (ประมาณ 0.31 AU)

ดาวเคราะห์ในเดือนกรกฎาคม 2557

        การสังเกตการณ์ดาวเคราะห์ในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเราสามารถสังเกตดาวเคราะห์ได้ในช่วงหัวค่ำ 3 ดวง คือ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ และสามารถสังเกตดาวพุธ และดาวศุกร์ได้ในช่วงเช้ามืด โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้เราสามารถสังเกตเห็น ดาวเคราะห์ทั้ง 5 ดวงได้ตลอดทั้งเดือน

 

รูปที่ 10 แสดงลักษณะปรากฏของดาวเคราะห์ในช่วงเดือนกรกฎาคม

 

การสังเกตดาวพุธ

        การสังเกตการณ์ดาวพุธในช่วงเดือนกรกฎาคม เราสามารถสังเกตเห็นดาวพุธอยู่ในกลุ่มดาวคนคู่และสามารถสังเกตเห็นดาวพุธได้ในช่วงเช้ามืดจากทางทิศตะวันออกไปจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพุธช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ออยู่ที่ประมาณ 1.73 ถึง -0.34

 

เวลาขึ้นตก ของดาวพุธในเดือนกรกฎาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพุธขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพุธตก

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กรกฎาคม

05:01

70°

11:24

86°N

17:46

290°

2กรกฎาคม

04:57

70°

11:20

86°N

17:42

290°

3กรกฎาคม

04:54

70°

11:16

86°N

17:39

290°

4กรกฎาคม

04:50

70°

11:13

86°N

17:36

290°

5กรกฎาคม

04:47

70°

11:10

86°N

17:33

290°

6กรกฎาคม

04:44

70°

11:08

86°N

17:31

290°

7กรกฎาคม

04:42

70°

11:05

85°N

17:29

290°

8กรกฎาคม

04:40

69°

11:04

85°N

17:28

291°

9กรกฎาคม

04:38

69°

11:02

85°N

17:27

291°

10กรกฎาคม

04:36

69°

11:01

85°N

17:26

291°

11กรกฎาคม

04:35

69°

11:00

85°N

17:26

291°

12กรกฎาคม

04:35

69°

11:00

84°N

17:26

291°

13กรกฎาคม

04:34

68°

11:00

84°N

17:26

291°

14กรกฎาคม

04:34

68°

11:00

84°N

17:26

292°

15กรกฎาคม

04:35

68°

11:01

84°N

17:27

292°

16กรกฎาคม

04:35

68°

11:02

84°N

17:29

292°

17กรกฎาคม

04:36

68°

11:03

83°N

17:31

293°

18กรกฎาคม

04:38

67°

11:05

83°N

17:33

293°

19กรกฎาคม

04:39

67°

11:07

83°N

17:35

293°

20กรกฎาคม

04:41

67°

11:09

83°N

17:38

293°

21กรกฎาคม

04:44

67°

11:12

83°N

17:41

293°

22กรกฎาคม

04:47

67°

11:15

83°N

17:44

293°

23กรกฎาคม

04:50

67°

11:18

83°N

17:47

293°

24กรกฎาคม

04:53

67°

11:22

83°N

17:51

293°

25กรกฎาคม

04:57

67°

11:26

83°N

17:55

293°

26กรกฎาคม

05:01

67°

11:30

83°N

17:59

293°

27กรกฎาคม

05:05

67°

11:34

83°N

18:03

293°

28กรกฎาคม

05:10

67°

11:38

83°N

18:07

293°

29กรกฎาคม

05:14

67°

11:43

83°N

18:11

293°

30กรกฎาคม

05:19

67°

11:48

83°N

18:16

293°

31กรกฎาคม

05:24

67°

11:52

84°N

18:20

292°

 
 

การสังเกตดาวศุกร์

        ในช่วงตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมดาวเคราะห์ที่มีความสว่างมากที่สุดคือดาวศุกร์ และการสังเกตการณ์ดาวศุกร์ในเดือนกรกฎาคมเรายังสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ในช่วงเช้ามืดตลอดทั้ง ซึ่งดาวศุกร์จะเริ่มขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก สำหรับตำแหน่งบนท้องฟ้าของดาวศุกร์เมื่อเทียบกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้าในช่วงเดือนกรกฎาคมดาวศุกร์จะปรากฏอยู่ในบริเวณกลุ่มดาววัว และช่วงเวลาดังกล่าวดาวศุกร์จะมีค่าความสว่างปรากฏอยู่ที่ระหว่าง – 3.35 ถึง – 3.32

 

เวลาขึ้นตก ของดาวศุกร์ในเดือนกรกฎาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพุธขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพุธตก

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กรกฎาคม

03:52

69°

10:18

85°N

16:44

291°

2กรกฎาคม

03:53

69°

10:19

84°N

16:45

292°

3กรกฎาคม

03:54

68°

10:20

84°N

16:46

292°

4กรกฎาคม

03:55

68°

10:21

84°N

16:48

292°

5กรกฎาคม

03:56

68°

10:22

84°N

16:49

292°

6กรกฎาคม

03:57

68°

10:23

84°N

16:50

292°

7กรกฎาคม

03:58

68°

10:25

83°N

16:52

293°

8กรกฎาคม

03:59

67°

10:26

83°N

16:53

293°

9กรกฎาคม

04:00

67°

10:27

83°N

16:55

293°

10กรกฎาคม

04:01

67°

10:28

83°N

16:56

293°

11กรกฎาคม

04:02

67°

10:29

83°N

16:57

293°

12กรกฎาคม

04:03

67°

10:31

83°N

16:59

293°

13กรกฎาคม

04:04

67°

10:32

83°N

17:00

293°

14กรกฎาคม

04:05

67°

10:33

83°N

17:01

293°

15กรกฎาคม

04:06

66°

10:34

82°N

17:03

294°

16กรกฎาคม

04:07

66°

10:36

82°N

17:04

294°

17กรกฎาคม

04:08

66°

10:37

82°N

17:06

294°

18กรกฎาคม

04:10

66°

10:38

82°N

17:07

294°

19กรกฎาคม

04:11

66°

10:39

82°N

17:08

294°

20กรกฎาคม

04:12

66°

10:41

82°N

17:10

294°

21กรกฎาคม

04:13

66°

10:42

82°N

17:11

294°

22กรกฎาคม

04:15

66°

10:43

82°N

17:12

294°

23กรกฎาคม

04:16

66°

10:45

82°N

17:13

294°

24กรกฎาคม

04:17

66°

10:46

82°N

17:15

294°

25กรกฎาคม

04:18

66°

10:47

82°N

17:16

294°

26กรกฎาคม

04:20

66°

10:49

82°N

17:17

294°

27กรกฎาคม

04:21

66°

10:50

82°N

17:19

294°

28กรกฎาคม

04:23

66°

10:51

82°N

17:20

294°

29กรกฎาคม

04:24

66°

10:53

82°N

17:21

294°

30กรกฎาคม

04:25

66°

10:54

82°N

17:22

294°

31กรกฎาคม

04:27

67°

10:55

83°N

17:23

293°

 
 

การสังเกตดาวอังคาร

        ในเดือนกรกฎาคมนี้ดาวอังคารยังเป็นดาวเคราะห์ที่น่าจะได้รับความสนใจอีกดวงหนึ่ง โดยตำแหน่งปรากฏของดาวอังคารจะปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาวระหว่างดาวสไปก้า (Spica) กับดาวพอร์ริมา (Porrima) โดยเราสามารถสังเกตเห็นดาวอังคารได้ตั้งแต่ช่วงเวลาหัวค่ำ โดยดาวอังคารจะปรากฏบริเวณกลางท้องฟ้า ซึ่งมีค่าความสว่างปรากฏอยู่ระหว่าง 0.21 ถึง 0.58

 

เวลาขึ้นตก ของดาวอังคารในเดือนกรกฎาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพุธขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพุธตก

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กรกฎาคม

13:00

98°

18:54

67°S

00:50

262°

2กรกฎาคม

12:58

98°

18:51

67°S

00:47

262°

3กรกฎาคม

12:56

98°

18:49

67°S

00:45

262°

4กรกฎาคม

12:54

98°

18:47

67°S

00:42

262°

5กรกฎาคม

12:51

98°

18:44

67°S

00:39

262°

6กรกฎาคม

12:49

99°

18:42

66°S

00:37

261°

7กรกฎาคม

12:47

99°

18:39

66°S

00:34

261°

8กรกฎาคม

12:45

99°

18:37

66°S

00:32

261°

9กรกฎาคม

12:43

99°

18:35

66°S

00:29

261°

10กรกฎาคม

12:41

99°

18:32

66°S

00:27

261°

11กรกฎาคม

12:39

100°

18:30

65°S

00:24

260°

12กรกฎาคม

12:37

100°

18:28

65°S

00:22

260°

13กรกฎาคม

12:35

100°

18:26

65°S

00:19

260°

14กรกฎาคม

12:33

100°

18:24

65°S

00:17

260°

15กรกฎาคม

12:31

100°

18:21

65°S

00:14

260°

16กรกฎาคม

12:29

101°

18:19

65°S

00:12

259°

17กรกฎาคม

12:27

101°

18:17

64°S

00:10

259°

18กรกฎาคม

12:25

101°

18:15

64°S

00:07

259°

19กรกฎาคม

12:23

101°

18:13

64°S

00:05

259°

20กรกฎาคม

12:21

101°

18:11

64°S

00:03

259°

21กรกฎาคม

12:19

101°

18:09

64°S

00:00

258°

 

       

23:58

258°

22กรกฎาคม

12:17

102°

18:07

63°S

23:56

258°

23กรกฎาคม

12:16

102°

18:05

63°S

23:54

258°

24กรกฎาคม

12:14

102°

18:03

63°S

23:51

258°

25กรกฎาคม

12:12

102°

18:01

63°S

23:49

257°

26กรกฎาคม

12:10

103°

17:59

63°S

23:47

257°

27กรกฎาคม

12:09

103°

17:57

62°S

23:45

257°

28กรกฎาคม

12:07

103°

17:55

62°S

23:43

257°

29กรกฎาคม

12:05

103°

17:53

62°S

23:41

257°

30กรกฎาคม

12:03

103°

17:51

62°S

23:39

256°

31กรกฎาคม

12:02

104°

17:49

62°S

23:36

256°

 
 

การสังเกตดาวพฤหัสบดี

        สำหรับการสังเกตดาวพฤหัสบดีในเดือนกรกฎาคมนี้ดาวพฤหัสบดีจะตกลับขอบฟ้าเร็ว ซึ่งเราจะสามารถสังเกตเห็นดาวพฤหัสบดีปรากฏอยู่ใกล้ขอบฟ้าทางทิศตะวันตก โดยสามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่เวลาหัวค่ำ สำหรับตำแหน่งบนท้องฟ้าของดาวพฤหัสบดีเมื่อเทียบกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้าในช่วงเดือนกรกฎาคมดาวพฤหัสบดีจะปรากฏอยู่ในบริเวณระหว่างกลุ่มดาวคนคู่กับกลุ่มดาวปู สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงเดือนกรกฎาคมนี้อยู่ที่ระหว่าง – 1.36 ถึง – 1.33

 

เวลาขึ้นตก ของดาวพฤหัสบดีในเดือนกรกฎาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพุธขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพุธตก

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กรกฎาคม

07:16

68°

13:42

84°N

20:08

292°

2กรกฎาคม

07:13

68°

13:39

84°N

20:05

292°

3กรกฎาคม

07:11

68°

13:36

84°N

20:01

292°

4กรกฎาคม

07:08

68°

13:33

84°N

19:58

292°

5กรกฎาคม

07:05

68°

13:30

84°N

19:55

292°

6กรกฎาคม

07:02

68°

13:27

84°N

19:52

292°

7กรกฎาคม

06:59

68°

13:24

84°N

19:49

292°

8กรกฎาคม

06:56

68°

13:21

84°N

19:46

292°

9กรกฎาคม

06:53

68°

13:18

84°N

19:43

292°

10กรกฎาคม

06:50

68°

13:15

84°N

19:40

292°

11กรกฎาคม

06:47

68°

13:12

84°N

19:37

292°

12กรกฎาคม

06:44

68°

13:09

84°N

19:34

292°

13กรกฎาคม

06:41

68°

13:06

84°N

19:31

292°

14กรกฎาคม

06:38

68°

13:03

84°N

19:28

292°

15กรกฎาคม

06:35

68°

13:00

84°N

19:25

291°

16กรกฎาคม

06:32

69°

12:57

84°N

19:22

291°

17กรกฎาคม

06:29

69°

12:54

85°N

19:19

291°

18กรกฎาคม

06:26

69°

12:51

85°N

19:15

291°

19กรกฎาคม

06:23

69°

12:48

85°N

19:12

291°

20กรกฎาคม

06:20

69°

12:45

85°N

19:09

291°

21กรกฎาคม

06:17

69°

12:42

85°N

19:06

291°

22กรกฎาคม

06:14

69°

12:39

85°N

19:03

291°

23กรกฎาคม

06:11

69°

12:36

85°N

19:00

291°

24กรกฎาคม

06:08

69°

12:33

85°N

18:57

291°

25กรกฎาคม

06:06

69°

12:30

85°N

18:54

291°

26กรกฎาคม

06:03

69°

12:27

85°N

18:51

291°

27กรกฎาคม

06:00

69°

12:24

85°N

18:48

291°

28กรกฎาคม

05:57

69°

12:21

85°N

18:45

291°

29กรกฎาคม

05:54

69°

12:18

85°N

18:42

291°

30กรกฎาคม

05:51

69°

12:15

85°N

18:39

291°

31กรกฎาคม

05:48

69°

12:12

85°N

18:36

291°

 
 

การสังเกตดาวเสาร์

        การสังเกตดาวเสาร์ในเดือนกรกฎาคมนี้เราสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์ได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ในบริเวณกลุ่มดาวคันชั่ง โดยค่าความสว่างปรากฏของดาวเสาร์ช่วงเดือนกรกฎาคมนี้อยู่ที่ระหว่าง 0.57 ถึง 0.72

 

เวลาขึ้นตก ของดาวเสาร์ในเดือนกรกฎาคม .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพุธขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพุธตก

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กรกฎาคม

15:01

105°

20:46

60°S

02:36

255°

2กรกฎาคม

14:57

105°

20:42

60°S

02:32

255°

3กรกฎาคม

14:53

105°

20:38

60°S

02:28

255°

4กรกฎาคม

14:49

105°

20:34

60°S

02:24

255°

5กรกฎาคม

14:45

105°

20:30

60°S

02:20

255°

6กรกฎาคม

14:41

105°

20:26

60°S

02:16

255°

7กรกฎาคม

14:37

105°

20:22

60°S

02:12

255°

8กรกฎาคม

14:33

105°

20:18

60°S

02:08

255°

9กรกฎาคม

14:29

105°

20:14

60°S

02:04

255°

10กรกฎาคม

14:25

105°

20:10

60°S

02:00

255°

11กรกฎาคม

14:21

105°

20:06

60°S

01:56

255°

12กรกฎาคม

14:17

105°

20:02

60°S

01:52

255°

13กรกฎาคม

14:13

105°

19:58

60°S

01:48

255°

14กรกฎาคม

14:09

105°

19:54

60°S

01:44

255°

15กรกฎาคม

14:05

105°

19:50

60°S

01:40

255°

16กรกฎาคม

14:01

105°

19:46

60°S

01:36

255°

17กรกฎาคม

13:57

105°

19:42

60°S

01:32

255°

18กรกฎาคม

13:53

105°

19:38

60°S

01:28

255°

19กรกฎาคม

13:49

105°

19:34

60°S

01:24

255°

20กรกฎาคม

13:45

105°

19:31

60°S

01:20

255°

21กรกฎาคม

13:41

105°

19:27

60°S

01:16

255°

22กรกฎาคม

13:37

105°

19:23

60°S

01:12

255°

23กรกฎาคม

13:33

105°

19:19

60°S

01:08

255°

24กรกฎาคม

13:29

105°

19:15

60°S

01:04

255°

25กรกฎาคม

13:25

105°

19:11

60°S

01:00

255°

26กรกฎาคม

13:22

105°

19:07

60°S

00:56

255°

27กรกฎาคม

13:18

105°

19:03

60°S

00:52

255°

28กรกฎาคม

13:14

105°

18:59

60°S

00:49

255°

29กรกฎาคม

13:10

105°

18:55

60°S

00:45

255°

30กรกฎาคม

13:06

105°

18:51

60°S

00:41

255°

31กรกฎาคม

13:02

105°

18:48

60°S

00:37

255°

 

 

ความสุขของคนดูดาว คือ การที่ได้เฝ้ามองท้องฟ้าอันสวยงาม

 

กรกมล ศรีบุญเรือง

นักวิชาการ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Additional information