ท้องฟ้าในเดือนกุมภาพันธ์

Share

ท้องฟ้าในเดือนกุมภาพันธ์ 2557

 

        สวัสดีเดือนแห่งความรัก ขอให้ทุกท่านมีความสุขในเดือนแห่งความรักนี้ สำหรับในเดือนนี้ก็ยังมีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ให้ดูกันตลอดทั้งเดือน

 

        ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ยังเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการดูดาวอีกหนึ่งเดือน เนื่องจากสภาพอากาศแห้งทำให้ท้องฟ้าไม่มีเมฆและฝนตก แต่อาจมีฝุ่นในอากาศมาก ทำให้เป็นอุปสรรค์ในการสังเกตการณ์อยู่บ้าง

        สำหรับกลุ่มดาวที่ผู้สังเกตการณ์สามารถมองเห็นได้ในช่วงหัวค่ำ กลุ่มดาวที่ปรากฏอยู่ทางทิศตะออกวัน ประกอบด้วยกลุ่มดาวสิงโต กลุ่มดาวสิงโตเล็ก กลุ่มดาวปู กลุ่มดาวแมวป่า และกลุ่มดาวงูไฮดรา ที่กำลังขึ้นจากทางทิศตะวันออก กลุ่มดาวสนัขใหญ่ กลุ่มดาวสนัขเล็ก กลุ่มดาวนายพราน กลุ่มดาวคนคู่ กลุ่มดาววัว กลุ่มดาวสารถี กลุ่มดาวเพอร์เซอุส อยู่บริเวณกลางฟ้าและถ้าหากลองมาลากเส้นสมมุติจากดาวซีเรียส ในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ไปยังดาวโพรไซออนที่อยู่ในกลุ่มดาวหมาเล็ก ลากต่อไปยังดาวไรเจลที่อยู่ในกลุ่มดาวนายพราน แล้วลากต่อไปยังดาวอัลเดบาแรนในกลุ่มดาววัว และสุดท้ายลากไปที่ดาวคาเพลลาในกลุ่มดาวสารถี เราก็จะได้เป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่งรูปหกเหลี่ยมดังกล่าวถูกเรียกว่าหกเหลี่ยมฤดูหนาวตามแผนที่ดาวด้านล่าง ด้านตะวันตกมีกลุ่มดาวปลาคู่ กลุ่มดาวเซตุส กลุ่มดาวแอนโดเมดา กลุ่มดาวม้าปีก ทางทิศเหนือมี กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวหมีเล็ก กลุ่มดาวหมีใหญ่ กลุ่มดาวยีราฟ กลุ่มดาวกิ้งกา และทางทิศใต้มีกลุ่มดาวนกฟินิกส์ กลุ่มดาวแม่น้ำ กลุ่มดาวนกพิราบ 

 

รูปที่ 1 ท้องฟ้าในเดือนกุมภาพันธ์ เวลา 20:00 .

เรื่องเล่ากลุ่มดาว

กลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) คู่กันตลอดไป

        ในช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศที่ยอดเยี่ยมเหมาะสำหรับการสังเกตท้องฟ้าและดูดาวในช่วงกลางคืน บวกกับเป็นช่วงฤดูแห่งการท่องเที่ยวของทางภาคเหนือ ท่านที่สนใจจะไปเที่ยวตามแห่งธรรมชาติต่างๆ ที่ได้วางแผ่นไว้ก็อย่างลืมศึกษาการดูดาวเบื้องต้นไปด้วยติดตัวไปด้วย แล้วไปนั่งนับดาวท้าลมหนาวกัน ในช่วงฤดูหนาวนี้เวลากลางวันอาจจะสั้นกว่าเวลากลางคืนทำให้เราสามารถทำการการสังเกตท้องฟ้า (ดูดาว) ได้ยาวกว่าฤดูกาลอื่น และในช่วงหัวค่ำก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้าไป ก็เป็นช่วงที่น่าเก็บรูปที่เราประทับใจสำหรับใครหลาย คนที่ชอบเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง และเมื่อดวงอาทิตย์จะตกลับขอบฟ้าไปแล้วสิ่งที่เราจะได้เห็นต่อไปคือแสงสนธยาทางการ ในช่วงนี้เราจะเริ่มสามารถสังเกตเห็นดาวที่มีความสว่างมาก บางดวงได้แล้ว และเมื่อสิ้นแสงสนธยาทางการแล้วดาวดวงอื่น ก็จะเริ่มปรากฏเพิ่มมากขึ้น และกลุ่มดาวที่มีความโดดเด่นช่วงหัวค่ำในเดือนมกราคมทางด้านทิศตะวันออกคือกลุ่มดาวคนคู่ หรือกลุ่มดาวเมถุน และกลุ่มดาวปู ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกลุ่มดาวทั้งสองกันก่อน

        กลุ่มดาวคนคู่เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวจักรราศี ที่ดาวอาทิตย์เคลื่อนผ่านใน 1 รอบปี โดยดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านเข้าสู่กลุ่มดาวคนคู่ช่วงระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน ถึง 21 กรกฎาคม กลุ่มดาวคนคู่นี้ยังเป็นกลุ่มดาวที่มีความเก่าแก่มากที่สุดอีกกลุ่มดาวหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มผู้คนที่ศึกษาท้องฟ้าในอินเดียโบราณ และองค์ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์นี้ยังได้แพร่กระจายไปตามที่ต่าง เช่น บาบิโลน อัคคาเดียน และกลุ่มดาวนี้ยังปรากฏในบัญชีรายชื่อกลุ่มดาวของปโตเลมีทั้ง 48 กลุ่มดาว ในปัจจุบันกลุ่มดาวคนคู่ยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มดาว 88 กลุ่ม ที่ทางสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลกำหนดไว้เพื่อความสะดวกในการศึกษางานด้านดาราศาสตร์ และใช้เป็นกลุ่มดาวมาตรฐานเพื่อในการสื่อความหมายให้ตรงกันทั่วโลก ชื่อของกลุ่มดาวคนคู่ ที่ใช้กันในปัจจุบันนี้เป็นภาษาละตินมีความหมายว่าฝาแฝดซึ่งยังมีความเกี่ยวข้องกับฝาแฝดในตำนานเทพเจ้าของกรีก คือ คาสเตอร์ (Caster) กับพอลลักซ์ (Pollux)

        กลุ่มดาวคนคู่อยู่ถัดจากกลุ่มดาววัวไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อย 8 ดวง เรียงกันเป็นรูปคนคู่ หรือ ฝาแฝด ภายในกลุ่มดาวนี้มีดาวฤกษ์สว่าง 2 ดวง ชื่อว่า ดาวคาสเตอร์ (Caster) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์แฝดหก และ และพอลลักซ์ (Pollux) กลุ่มดาวคนคู่เป็นกลุ่มดาวที่สังเกตเห็นได้ง่ายในฤดูหนาว โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์จะสามารถมองเห็นได้ตลอดเกือบทั้งคืน

 

รูปที่ 2 แสดงลักษณะตำแหน่งดาวฤกษ์ภายในกลุ่มดาวคนคู่

 

ตารางที่ CMa แสดงชื่อดาวและรายละเอียดของดาวในกลุ่มดาวคนคู่ที่สำคัญ

  ชื่อดาว

  ค่าความสว่าง  

  ปรากฏ

  ค่าความสว่าง  

  สัมบูรณ์

  ชื่อเฉพราะ

  ชื่ออ่านภาษาไทย  

  ชื่อสามัญ  

  ชื่อในภาษาไทย  

  Pollux

  พอลลักซ์

  β Gem

 

1.16

1.09

  Castor A

  คาสเตอร์ เอ

  α Gem

 

1.58

0.59

  Alhena

  อัลเฮนา

  γ Gem

 

1.93

−0.60

  Tejat Posterior  

  เทแจท พอสเทเรีย

  μ Gem

 

2.87

−1.39

  Mebsuta

  เม็บซูทา

  ε Gem

 

3.06

−4.15

  Propus

  โพรพุส

  η Gem

 

3.31

−1.84

  Alzir

  อัลซิร์

  ξ Gem

 

3.35

2.13

  Wasat

  วาแซท

  δ Gem

 

3.50

2.22

  Mekbuda

  เมกบูดา

  ζ Gem

 

4.01

−3.76

 

 

ผู้สังเกตการณ์ที่เก่าแก่ที่สุดของกลุ่มดาวคนคู่

        เมื่อประมาณ 1000 ปี ก่อนพุทธกาล (ประมาณ 3500 ปีที่ผ่านมา) ในหนังสือคัมภีร์ฤคเวท (Rigveda) หรือที่เรียกว่า ฤคเวทสังหิตา เป็นหนึ่งในคัมภีร์ทั้งสี่ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งเรียกรวมกันว่าพระเวทคัมภีร์ฤคเวทเป็นคัมภีร์เล่มแรกในวรรณคดีพระเวท และยังเป็นตำราทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ภายในคัมภีร์ฤคเวทได้อธิบายถึงดาวที่อยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ ซึ่งในคัมภีร์ฤคเวทเรียกดาวในกลุ่มดาวคนคู่ว่าเป็น เทวดาคู่หนึ่งซึ่งขี่ม้านําหน้ารถพระอาทิตย์มาก่อนเวลารุ่งสาง 

        ในประเทศอินเดียโบราณเรียกดาวที่อยู่ในกลุ่มดาวคนคู่เป็นที่รู้จักกันในฮินดูมหากาพย์มหาภารตะว่า นากูลละ (Nakula) และสหดีวะ (Sahadeva) เป็นพี่น้องฝาแฝดที่เกิดจาก มาดริ (Madri) ซึ่งดาวทั้งสองดวงจะเห็นได้อย่างชัดเจนในยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิ และเมื่อดาวทั้งสองดวงนี้ปรากฏในช่วงยามเช้าหมายความการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ ในสมัยอินเดียโบราณ เจมิไน หมายถึง มิถุนา (Mithuna) หรือฝาแฝด กลุ่มดาวนี้ทั้งชาวตะวันตกและชาวตะวันออก ต่างก็มีความหมายเดียวกัน คือฝาแฝด

        ประมาณ 4500 ปีก่อนพุทธกาล (หรือประมาณ 5000 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ของชาวอินเดียโบราณได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างทั้งทางตะวันตกและตะวันออกไกล ในบาบิโลนเองก็ได้รับอิทธิพลนี้มาเช่นกัน และเป็นตำนานเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ของตะวันออกกลาง ซึ่งชาวบาบิโลนได้นำความรู้ทางด้านดาราศาสตร์จากชาวอินเดีย มาใช้เพื่อติดตามฤดูกาลสำหรับการเดินในทางทะเล ชาวบาบิโลนโบราณเรียก เจมิไน ว่าแมสแท็บบา แกลแกล (Mastabba Galgal) ซึ่งมีหมายความว่า สองผู้ยิ่งใหญ่ (Great twins) แต่ชาวบาบิโลนได้ทำการเปลี่ยนแปลงและเรียบเรียงมาเป็นมหากาพย์ชื่อว่าแอตราฮาซิส (Atrahasis) ซึ่งกล่าวถึงวีรบุรุษคู่หนึ่งชื่อ กิลกาเมซ (Gilgamesh) และเอนคิดู (Enkidu) ซึ่งทั้งสองต่อสู้กับเหล่าเทพเจ้า เพื่อการค้นหาความเป็นอมตะ

 

 

()                                              ()

รูปที่ 3 () แผ่นจารึกดินเหนียวด้วยตัวอักษรคูนิฟอร์มหรืออักษรลิ่ม ซึ่งเป็นตัวอักษรของชาวสุเมเรียน (Sumerian) จากดินแดนเมโสโปเตเมีย

() แผ่นจารึกดินเหนียวของกิลกาเมซมหากาพย์ในอัคคาเดียน ที่ยังคงเหลือรอดจากอุทกภัย แผ่นจารึกทั้งสองเล่าถึงมหากาพย์ของสองผู้ยิ่งใหญ่ กิลกาเมซ และเอนคิดู ไว้ในแผ่นจารึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ 12 แผ่น เท่าที่ได้มีการค้นพบ

() http://factsanddetails.com/world.php?itemid=1520&catid=56&subcatid=363

 

        ตำนานของวีรบุรุษคู่นี้ยังถูกเล่าต่อ กันมาจากมหากาพย์บาบิโลนสู่บทกวีมหากาพย์แห่งเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) และอัคคาเดียน (Akkadian) โดยเป็นเรื่องเล่าการผจญภัยของกิลกาเมซ ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งนครอุรุก ตามตำนานกล่าวว่ากิลกาเมซ เป็นโอรสของกษัตริย์ลูกัลบันดา (Lugalbanda) ผู้เป็นมนุษย์ธรรมดา กับเทพี ริมัต-นินสุน (Rimat-Ninsun) เป็นเรื่องราวการผจญภัยออกตามหาเป็นอมตะ (โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในภาคผนวก)

 

กลุ่มดาวคนคู่ในสมัยอียิปต์โบราณและกรีกโบราณ

        ในสมัยอียิปต์โบราณก็มีบันทึกเรื่องราวของกลุ่มดาวนี้เช่นกัน แต่ชาวอียิปต์เห็นกลุ่มดาวนี้เป็นรูปแพะยืนคู่กัน สำหรับดาวทั้งสองดวงบอกในตารางเวลาราเมสซิด (Ramesside) ซึ่งราเมสซิดเป็นหนังสือที่บอกเวลาที่ผ่านตำแหน่งของดาวในท้องฟ้ากลางคืน ชาวอียิปต์โบราณได้สังเกตว่าดาวทั้งสองดวงของกลุ่มดาวคนคู่ เพิ่มขึ้นและตามกันในยามรุ่งอรุณ

        เมื่อประมาณ 457 ปีก่อนพุทธกาล (ประมาณ 1000 ก่อนคริสตศักราช) ชาวกรีกโบราณเองก็ได้เลือกสรรมาจากที่อื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักดาราศาสตร์ชาวกรีกเองก็หยิบยืมประวัติศาสตร์กับตำนานของกลุ่มคนคู่มาจากดาราศาสตร์ของชาวบาบิโลนโบราณ และกลุ่มดาวของชาวกรีกโบราณส่วนใหญ่ก็สืบทอดมาโดยตรงจากดาราศาสตร์ของชาวบาบิโลน และดาราศาสตร์ของชาวอียิปต์เหมือนกัน ซึ่งในบางทีสิ่งเล็ก น้อย พวกเขานำมาสร้างสรรค์และแต่งเรื่องมากเกินไป ทำให้เรื่องราวเบื้องหลังของกลุ่มดาวคนคู่กายเป็นละครชีวิต

        เมื่อชาวโรมันเขารุกรานกรีก ก็เกิดวงจรการยิบยืมตำนานเล่านี้ตามมาอีก โดยชาวโรมันได้เปลี่ยนชื่อพอลลักซ์ เป็นชื่อพอลีดิวเชส (Polydeuces) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หนึ่งในสองคนของกลุ่มดาวคนคู่ถูกเปลี่ยนจากชื่อเดิม ทำให้ถูกลืมไปบางครั้ง

 

ตำนานที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มดาวคนคู่ของชาวกรีก

        ตำนานของกลุ่มคนคู่ของชาวกรีกโบราณมักมีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าของกรีก และเรื่องราวของกลุ่มคนคู่ก็เช่นกัน โดยเรื่องราวของกลุ่มดาวนี้เกี่ยวกับวีรบุรุษฝาแฝดต่างบิดา คือพอลลักส์กับคาสเตอร์ ที่เกิดจากแม่เดียวกัน คือนางเลดา (Leda) ซึ่งเป็นราชินีของกษัตริย์ไทน์ดาเรอุส (Tyndareus) นักรบผู้เก่งกล้า แห่งเมืองสปาร์ต้า โดยมหาเทพเซอุสเกิดไปหลงรักนางเลดา จึงได้วางแผนกับเฮอร์เมส ให้เฮอร์เมสแปลงกายเป็นนกอินทรีไล่ล่าตามตัวเองซึ่งแปลงกายเป็นหงส์ขาว เมื่อนางเลดาเห็นดังนั้นจึงเข้าไปช่วยโอบกอดหงส์ขาวไว้แล้วไล่อินทรีไป และมหาเทพเซอุสที่แปลงกายเป็นหงส์ขาวก็ลักลอบได้เสียกับนางเลดาแล้วไม่นานนางเลดาก็คลอกลูกออกมาเป็นไข่สองฟอง ในคราวเดียวกัน

        โดยไข่ฟองแรกกำเนิดเป็นแฝดชายหญิงคือ คาสเตอร์กับนางไคลเทมเนสตรา (Clytemnestra) ซึ่งเกิดจากบิดาที่เป็นมนุษย์ธรรมดา คือ กษัตริย์ไทน์ดาเรอุส และไข่ฟองที่สองก็ให้กำเนิดเป็นแฝดชายหญิงเช่นกันคือ พอลลักส์กับนางเฮเลน (Helen) ผู้ทำให้เกิดสงครามแห่งเมืองทรอยอันลือลั่น โดยทั้งสองมีบิดาเป็นเทพ 

        หลังจากที่แฝดทั้ง 4 คนได้คลอดออกมาแล้วเทพเฮอร์มีส (เทพแห่งการสื่อสาร) ก็รับบัญชาจากมหาเทพเซอุสให้นำพอลลักส์กับคาสเตอร์ไปเลี้ยงดู และหาผู้อบรมศิลปวิทยาจนเก่งกล้าสามารถ โดยพอลลักส์ชำนาญด้านการชกมวย ส่วนคาสเตอร์มีความชำนาญด้านการขี่ม้าและปราบม้าพยศ เมื่อทั้งสองเติบโตเป็นหนุ่ม ก็ได้สร้างวีรกรรมเอาไว้หลายเรื่อง เช่น ในเรื่องการผจญภัยของเจสันในการตามหาขนแกะทองคำ ทั้งสองก็ได้ขอติดเรือไปผจญภัยด้วย เมื่อเรือจอดแวะพักที่เมืองๆ หนึ่งซึ่งมีกษัตริย์ชื่อ อามีคัส ซึ่งชื่นชอบกีฬามวยเป็นอันมาก กษัตริย์จึงได้ชวนชาวเรือมาเล่นต่อยมวยกับตน และพอลลักส์เป็นผู้ปราบกษัตริย์นักมวยผู้นี้ได้ ด้วยเชิงมวยอันเหนือกว่า นำชื่อเสียงมาสู่ชาวเรืออาร์โกเป็นอย่างมาก จนได้รับนับถือกันไปทั่ว ว่าเป็นเทพแห่งวิชามวย และอีกครั้งหนึ่งเมื่อเรืออาร์โกผจญกับพายุร้ายจนวีรบุรุษทั้งหลายไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ ทุกคนที่อยู่บนเรือคิดว่าเรือคงจะต้องอัปปางลงอย่างแน่แท้ ทันใดนั้น เปลวไฟก็ปรากฏขึ้นที่เหนือศีรษะของแฝดทั้งสอง ต่อมาเปลวไฟที่ปรากฏบนศีรษะทั้งสองก็หายไปพร้อมกับพายุเหมือนไม่เคยมีอะไรขึ้น ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนยิ่งนัก และเป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวเรือและนับถือทั้งคู่ว่าเป็นเทพแห่งการเดินเรือ

        ต่อมาธีเซอัส (Theseus) อยากได้เฮเลนน้องสาวของพอลลักซ์กับคาสเตอร์เป็นเจ้าสาวของตน ได้วางแผนร่วมมือกับไพริโธอัส (Pirithous) เพื่อนรัก เพื่อลักพาตัวเฮเลนไปซ่อนไว้ แต่เมื่อพอลลักซ์กับคาสเตอร์รู้เรื่องเข้า ก็ได้ร่วมมือกันไปชิงตัวน้องสาวคืนจากธีซุสได้สำเร็จ

        วาระสุดท้ายของคาสเตอร์ ต้นเหตุเกิดจากทั้งสองได้รับคำเชิญจากลูซิปปัส (Leucippus) ให้ไปร่วมพิธีงานแต่งงานระหว่างลูกสาวฝาแฝดคือนางฟีบี (Phoebe) และนางฮิลาเอย์ร่า (Hilaeira) กับฝาแฝดชายคือไอดัส (Idas) และไลนเซอุส (Lynceus) เมื่อไดออสคอยส์ (Dioscuri) เป็นชื่อเรียกร่วมกันของพอลลักซ์กับคาสเตอร์) ได้พบกับลูกสาวฝาแฝดของลูซิปปัส ก็เกิดหลงเสน่ห์นางทั้งสองเข้า พอตกตกกลางคืนพอลลักซ์กับคาสเตอร์จึงแอบเข้ามาลักพาตัวเจ้าสาวทั้งสองหนีจากพิธีงานแต่งงาน เมื่อไอดัสและไลนเซอุสรู้ว่าเจ้าสาวของตนถูกลักพาตัวจึงรีบออกตามหา และพบกับพอลลักซ์กับคาสเตอร์ระหว่างทางจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ส่งผลให้คาสเตอร์เสียชีวิต ฝาแฝดไอดัสและไลนเซอุสเองก็เสียชีวิตทั้งคู่ ถึงแม้ว่าพอลลักซ์กับคาสเตอร์จะเป็นฝาแฝดต่างบิดากัน แต่ทั้งสองคนก็รักกันมาก ด้วยเหตุที่ว่าพอลลักซ์มีเชื้อสายเทพจึงทำให้เป็นอมตะไม่สามารถตายร่วมกับคาสเตอร์ได้

        พอลลักส์จึงได้ไปอ้อนวอนต่อมหาเทพผู้เป็นบิดา ให้ตนสามารถแบ่งความเป็นอมตะให้แก่แฝดคาสเตอร์ได้ มหาเทพเซอุสเห็นแก่มิตรภาพของทั้งสอง จึงยอมให้คาสเตอร์ฟื้นคืนชีวิตและมีชีวิตเป็นอมตะ แต่มีข้อแม้ว่าเวลาที่คนหนึ่งอยู่บนโลก อีกคนต้องอยู่ยมโลกสลับกันไป และต่อมาทั้งคู่ก็กลายเป็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้า 

 

 

()                                                      ()

รูปที่ 4 () งานแกะสลักรูปของกลุ่มดาวคนคู่ เป็นศิลปะในช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งในรูปจะแสดงเครื่องหมายดอกจันสีดำที่บอกถึงตำแหน่งของดาวที่ทำขึ้นในกลุ่มดาวนี้ กลุ่มดาวคนคู่เป็นหนึ่งในกลุ่มดาวสิบสองราศี ภาพประกอบนี้มาจากหนังสือบทกวีดาราศาสตร์ชื่อโปทิคอน แอ็สโทรโนมิคอน (Poeticon Astronomicon) แผนที่ดาว โดยไฮจินัส (Hyginus) ตีพิมพ์เมื่อ ..2025 (.. 1482)

รูปจาก : ROYAL ASTRONOMICAL SOCIETY/SCIENCE PHOTO LIBRARY 

() งานแกะสลักรูปของกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) เป็นศิลปะในช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งในรูปจะแสดงเครื่องหมายดอกจันสีดำที่บอกถึงตำแหน่งของดาวที่ทำขึ้นในกลุ่มดาวนี้ กลุ่มดาวหญิงสาวเป็นหนึ่งในกลุ่มดาวสิบสองราศี ภาพประกอบนี้มาจากหนังสือบทกวีดาราศาสตร์ชื่อโปทิคอน แอ็สโทรโนมิคอน (Poeticon Astronomicon) แผนที่ดาว โดยไฮจินัส (Hyginus) ตีพิมพ์เมื่อ ..2025 (.. 1482)

 

        เมื่อ 6,000 – 4,000 ปีก่อนคริสตกาล ดวงอาทิตย์เคลื่อนสู่ราศีมิถุนในช่วงวสันตวิษุวัต (21 มีนาคม) ราศีนี้จึงมีความสำคัญทั้งทางปฏิทินและทางลัทธิบูชา และในยุคดังกล่าวยังเป็นจุดเริ่มต้นการเกษตร ที่ต้องการปฏิทินที่แม่นยำสูง ในคัมภีร์โบราณอันเก่าแก่ มักวาดรูปเด็กทารกสองคน เป็นสัญลักษณ์ของราศีนี้

        ชาวอาหรับเรียกดาวเด่นทั้งสองดวงนี้ว่าดาวฝาแฝดเช่นกันและยังเรียกว่าดาวนกยูงสองตัวด้วยส่วนชาวอียิปต์ ถือว่าดวงสองดวงนี้คือเทพโฮรุสเป็นเทพเจ้าแห่งดวงตะวันนับเป็นความเชื่อเก่าแก่มาก  ขณะที่ชาวเอสกิโมถือว่าดาวสองดวงนี้เป็นเสาหลักของกระท่อมอิกลูของตน ที่ทำด้วยก้อนน้ำแข็ง

        ในตำราดาราศาสตร์ของอินเดีย ระบุถึงนักษัตรที่ห้า ว่าปุนรวรสุหรือผู้ประเสริฐทั้งสอง ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของนางอทิติ เทพีแห่งท้องฟ้า ซึ่งนางเป็นมารดาของอาทิตย์ทั้ง 12 องค์ ที่เวียนกันมาปรากฏในแต่ละเดือน (แต่ละองค์มีชื่อต่างๆ กัน) กำหนดของตำนานนี้ อาจเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อกลุ่มดาวคนคู่เริ่มเป็นเครื่องหมายของวสันตวิษุวัต

 

รูปที่ 5 รูปวาดของกลุ่มดาวคนคู่

 

        รูปปั้นยักษ์ของคาสเตอร์ และพอลลักซ์ที่เฝ้าลานแคมพิด็อกกลิโอ (Campidoglio Piazza) ในกรุ่งโรม ประเทศอิตาลี

        ดาวคาสเตอร์ และดาวพอลลัก ฝาแฝดบนท้องฟ้าทั้งสองดวงเป็นดาวสว่างที่สามารถมองเห็นได้ทางซีกฟ้าเหนือของเขตร้อน แต่ดาวทั้งสองดวงดูไม่เหมือนเป็นฝาแฝดกัน ดาวพอลลักซ์ เป็นดาวฤกษ์สว่างสดใสสีเหลืองหรือสีส้ม และดาวดาวคาสเตอร์เป็นดาวฤกษ์สว่างสดใสสีฟ้าขาว ดูแล้วไม่น่าจะเกียวกัน

 

รูปที่ 6 รูปปั้นยักษ์ของคาสเตอร์ และพอลลักซ์ที่เฝ้าลานแคมพิด็อกกลิโอ  (Campidoglio Piazza) ในกรุ่งโรม ประเทศอิตาลี : ภาพถ่ายโดย Nikos Vasilakis

 

กลุ่มดาวคนคู่ในมุมมองของคนไทย

        ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยเองก็มีกลุ่มดาวประจำถิ่นอยู่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ สถาพแวดล้อมและสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของคนในยุคนั้น ด้วยในแต่ละท้องที่ก็มีการจินตนาการกลุ่มดาวคนคู่นี้แตกต่างกันออกไป เช่นชาวล้านนาในอดีตมองกลุ่มดาวคนคู่นี้เป็นกลุ่มดาวสะเปา1 ซึ่งประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ 6 ดวง เรียงตัวกันเป็นรูปโค้งท้องเรือสำเภา แต่บางตำราบอกว่าประกอบไปด้วยเพียงแต่ดาวฤกษ์ 3 ดวง

        จากการศึกษาจากวรรณคดีของไทยก็พบว่าในวรรณคดีเหล่านี้ บางตอนก็มีการกล่าวอ้างถึงกลุ่มดาวบนท้องฟ้าเป็นจำนวนมากพอสมควร เช่นนิทานคำกลอน เรื่องพระอภัยมณี ของท่านสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้กล่าวอยู่ในตอนที่ 18 พระอภัยมณีโดยสารเรืออุศเรน ในบทนางสุวรรณมาลีสอนสินสมุทและนางอรุณรัศมีดูดาว ซึ่งได้กล่าวถึงกลุ่มดาวโลง พร้อมบรรยายถึงลักษณะการเรียงตัวของกลุ่มดาวนี้ไว้อย่างชัดเจน และยังได้กล่าวถึงกลุ่มดาวกาด้วย

               ดูโน่นแน่แม่อรุณรัศมี               ตรงมือชี้ดาวเต่านั่นดาวไถ

        โน่นดาวธงตรงหน้าอาชาไนย          ดาวลูกไก่เคียงอยู่เป็นหมู่กัน

        องค์อรุณทูลถามพระเจ้าป้า              ที่ตรงหน้าดาวไถชื่อไรนั่น

        นางบอกว่าดาวธงอยู่ตรงนั้น            ที่เคียงกันเป็นระนาวชื่อดาวโลง

        แม้นดาวกามาใกล้ในมนุษย์             จะม้วยมุดมรณาเป็นห่าโหง

        ดาวดวงลำสำเภามีเสากระโดง         สายระโยงระยางหางเสือยาว

        นั่นแน่แม่ดูดาวจระเข้                      ศีรษะเหหกหางขึ้นกลางหาว

        ดาวนิดทิศพายัพดูวับวาว                เขาเรียกดาวยอดมหาจุฬามณี

        โน่นดาวคันชั่งช่วงดวงสว่าง            ที่พร่างพร่างพรายงามดาวหามผี

        หน่อนรินทร์สินสมุทกับบุตรี             เฝ้าเซ้าซี้ซักถามตามสงกา

        พระชนนีชี้แจงให้แจ้งจิต                  อยู่ตามทิศทั่วไปในเวหา

        ครั้นดึกด่วนชวนสองกุมารา             เข้าห้องในไสยาในราตรี

        ฯลฯ

 

        อีกหนึ่งผลงานของท่านสุนทรภู่ ก็ได้กล่าวถึงกลุ่มดาวโลง และกลุ่มดาวกานี้ไว้เช่นกัน ซึ่งจะพบในบทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ฆ่านางวันทอง

                ครานั้นขุนแผนแสนสะท้าน         ฟังลูกคิดอ่านก็เห็นได้ 

        แต่ครั้นจับยามดูรู้แจ้งใจ                     จึงว่ากับพระไวยพ่อพลายงาม 

        อัฐกาลพาลขัดอยู่หนักหนา                  พ่อว่าประหนึ่งจะชิงห้าม  

        เจ้าจะไปทูลขอดูก็ตาม                        ในยามว่าองค์พระทรงชัย 

        เจ้าไปทูลขอโทษคงโปรดแน่                แต่แม่เจ้าหาพ้นจากตายไม่ 

        ดูหน้าหน้าก็นวลจวนบรรลัย                จะใกล้ในเวลานี้เข้าสี่โมง 

        ขีดชะตาลงดูกับแผ่นดิน                      ก็ขาดสิ้นเคราะห์ร้ายเห็นตายโหง 

        เสาร์ทับลัคนากาจับโลง                      ยามลิงล้วงโพรงจระเข้กิน  

        ใครต้องยามนี้มิได้รอด                      พระไวยเห็นตลอดอยู่เสร็จสิ้น 

        น้ำตาอาบหน้าลงรินริน                      ผินหน้าว่ากับพ่อว่าตามกรรม

        ฯลฯ

 

ดาวคาสเตอร์ที่อันแสนน่าทึ่ง

        ดาวอัลฟา เจมินอรัม (Alpha Geminorum) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อดาวคาสเตอร์และยังมีชื่อเรียกในภาษาอาหรับเรียกว่า อัลแรส อัลทาม อัลมูคาดิม (Al-Ras al-Taum al-Muqadim) ซึ่งมีความหมายว่าหัวหน้าของฝาแฝดผู้มาก่อนดาวคาสเตอร์จัดได้ว่าเป็นระบบดาวคู่ที่สนใจของนักดูดาวหลายคน ในขณะที่ผู้สังเกตดาวคาสเตอร์ด้วยตาเปล่า และกล้องส่องสองตาจะเห็นเป็นดาวดวงเดียว เมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางจะสามารถมองเห็นดาวคาสเตอร์ A และดาวคาสเตอร์ B แยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน และยังสามารถมองเห็นดาวคาสเตอร์ C จาง อยู่ในบริเวณใกล้ กับดาวคาสเตอร์ A และ B

 

 

()                                                     ()

รูปที่ 7 () แสดงระบบดาวคาสเตอร์ AB และดาวคาสเตอร์ C จากกล้องที่มีกำลังขยาย 190 เท่า 

โดย เวด วี คอร์บี (Wade V. Corbei)

() ดาวคู่คาสเตอร์ AB ที่สวยงามเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก

โดยเฟรเดอริค ริงวาล์ด (Frederick Ringwald)

 

        ดาวคาสเตอร์ถูกพบว่าเป็นดาวคู่ครั้งแรก ในปี .. 2221 (.. 1678) และในปี .. 2345 (.. 1802) ในสมุดบันทึกของ วิลเลียม เฮอร์เชล (William Herschel) ก็มีการบันทึกไว้ว่าดาวคาสเตอร์เป็นดาวคู่เช่นกัน ดาวคาสเตอร์ได้รับความน่าสนใจมากขึ้น หลังจากที่มีการค้นพบว่าแท้ที่จริงแล้วดาวคาสเตอร์ประกอบด้วยระบบดาวคู่ 3 คู่ (Double-Double-Double Star) ดังนั้นจึงทำให้ดาวคาสเตอร์ประกอบด้วยดาวฤกษ์ทั้งหมด 6 ดวง ที่โคจรรอบกันด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวทั้งหกดวง แต่เราสามารถสังเกตเห็นดาวคาสเตอร์ได้มากสุดแค่ 3 ดวง ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกคู่ของระบบดวงทั้งสามดวงได้ เนื่องจากดาวทั้งสองดวงของแต่ละคู่อยู่ใกล้กันมากเกินกำลังการขยายของกล้องโทรทรรศน์ และเมื่อนักดาราศาสตร์ตรวจสอบสเปกตรัมของดาวทั้งสามดาว ด้วยเครื่องสเปกโตรสโคปทำให้รู้ว่าดาวทั้งสามดวงมีคู่อยู่ด้วย อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 52 ปีแสง

 

 

รูปที่ 8 แสดงระบบดาว 6 ดวง ที่โคจรรอบกันด้วยแรงโน้มถ่วงของดาวทั้งหกดวง มุมด้านบนขวาคือระบบดาวคู่คาสเตอร์ A และระบบดาวคู่คาสเตอร์ B ขณะที่โคจรรอบกัน ทางด้านซ้ายยังมีระบบดาวคู่อีกหนึ่ง คือ ระบบดาวคู่คาสเตอร์ C

 

        เมื่อระบบดาวคู่ดาวคาสเตอร์ A และระบบดาวคู่คาสเตอร์ B ซึ่งดาวแต่ละดวงโคจรรอบศูนย์กลางแรงโน้มถ่วงอยู่ห่างไกลกันพอที่สามารถมองเห็นแยกออกจากกันเมื่อมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก ระบบดาวคู่ดาวคาสเตอร์ A และระบบดาวคู่คาสเตอร์ B โคจรรอบกันและกันใช้เวลาประมาณ 445 ปี เมื่อย้อนกลับไปในปี .. 2503 (.. 1960) และ .. 2513 (.. 1970) ดาวทั้งสองดวงอยู่ห่างกันแค่ 1.8 อาร์ควินาที ซึ่งเราต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางถึงจะสามารถมองเห็นดวงทั้งสองดวงแยกออกจากกัน (อาร์ควินาที คือ 1/60 ของ 1 อาร์คนาที ซึ่งอาร์ควินาทีเป็น 1/60 ของ 1 องศา) ปัจจุบันดวงทั้งสองดวงอยู่ห่างกัน 5 อาร์ควินาที และจะอยู่ห่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ซึ่งดวงทั้งสองดวงอยู่ห่างกันมากที่สุดถึง 6.5 อาร์ควินาที ใน .. 2643 (.. 2100)

ผู้สังเกตการณ์สามารถใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กที่มีกำลังขยายประมาณ 60x หรือว่าที่มีกำลังขยายสูงกว่า สังเกตดาวคาสเตอร์เป็นดาวสีขาวสดใสอยู่ใกล้กัน ดาวคู่นี้เป็นอีกหนึ่งในคู่ที่สว่างสวยงามในท้องฟ้าเหนือ ดาวคาสเตอร์ A มีค่าความสว่าง 1.9 ในขณะที่ดาวคาสเตอร์ B มีค่าความสว่าง 3.0 ดาวฤกษ์ทั้งสองดวงมีความคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ แต่ร้อนกว่า หนักกว่า และมีสีฟ้าขาว

 

 

()                                               ()

รูปที่ 9 แสดงระบบดาวคู่ดาวคาสเตอร์ AB ที่ศูนย์กลางระบบมวล (Barycenter) 

ด้านบนคือระบบดาวคู่ของดาวคาสเตอร์ Ba กับดาวคาสเตอร์ Bb ส่วนด้านล่างคือระบบดาวคู่ของดาวคาสเตอร์ Aa และดาวคาสเตอร์ Ab

 

        แสดงตำแหน่ง และช่วงเวลาต่าง ที่ระบบดาวคู่ดาวคาสเตอร์ AB โคจรรอบซึ่งกันและกัน (ใช้ระยะเวลาในการโคจรรอบซึ่งกันและกันประมาณ 467 ปี)

        ระบบดาวคู่คาสเตอร์ A (Castor A) เป็นระบบดาวคู่อุปราคา ประเภทอัลกอล ประกอบด้วยดาวฤกษ์หลัก คือ ดาวคาสเตอร์ Aa เป็นดาวสีฟ้าขาวมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 2.3 เท่า และดาวฤกษ์รอง คือ ดาวคาสเตอร์ Ab เป็นดาวเคราะแดงขนาดยังไม่ได้รับการยืนยัน

 

รูปที่ 10 แสดงระบบดาวคู่คาสเตอร์ A ในระบบนี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์สองดวงที่ คือ ดาวคาสเตอร์ Aa เป็นดาวหลัก กับดาวคาสเตอร์ Ab ใช้ระยะเวลาในการโคจรรอบซึ่งกันและกันประมาณ 9.21 วัน

 

        คู่ที่สองในระบบดาว 6 ดวงนี้ คือ ระบบดาวคู่คาสเตอร์ B (Castor B) เป็นระบบดาวคู่อุปราคา ประเภทอัลกอลเช่นกันกับระบบดาวคู่คาสเตอร์ A ประกอบด้วยดาวฤกษ์หลัก ได้แก่ ดาวคาสเตอร์ Ba เป็นดาวสีฟ้าขาวมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 1.6 เท่า และดาวฤกษ์รอง คือ ดาวคาสเตอร์ Bb เป็นดาวเคราะแดงขนาดยังไม่ได้รับการยืนยันเช่นกัน

 

รูปที่ 11 แสดงระบบดาวคู่คาสเตอร์ B ในระบบนี้ประกอบด้วยดาวฤกษ์สองดวงที่ คือ ดาวคาสเตอร์ Ba เป็นดาวหลัก กับดาวคาสเตอร์ Bb ใช้ระยะเวลาในการโคจรรอบซึ่งกันและกันประมาณ 2.93วัน 

 

        ระบบดาวคู่คาสเตอร์ C เป็นระบบดาวคู่อุปราคา ประกอบด้วยดาวแคระแดงทั้งสองดวง คือ ดาวคาสเตอร์ Ca เป็นดาวหลักมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 0.76 เท่า และดาวคาสเตอร์ Cb เป็นดาวรองมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 0.68 เท่า มีคาบการโคจรรอบกันประมาณ 19.536 ชั่วโมง ระบบดาวคู่นี้ยังถูกจัดให้เป็นดาวแปรแสงอีกด้วย และยังมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดาวแปรแสงว่า YY เจมินอรัม (YY Geminorum) โดยมีค่าความสว่างน้อยที่สุดเท่ากับ 9.8 และมีค่าความสว่างมากที่สุดเท่ากับ 9.3

ระบบดาวคู่คาสเตอร์ C นี้โคจรรอบระบบดาวคู่คาสเตอร์ A และระบบดาวคู่คาสเตอร์ B โดยมีคาบการโคจรประมาณ 10,000 ปี

 

รูปที่ 12 แสดงระบบดาวคู่คาสเตอร์ C

 

        ดาวเบต้า เจมินอรัม (Beta Geminorum) หรือที่รู้จักกันในชื่อดาวพอลลักซ์ และมีชื่อในภาษาอาหรับว่าอัลแรส อัลทาอัม อัลมูเอ็กฮาร์ (Al-Ras al-Tau'am al-Mu'akhar) ซึ่งมีความหมายว่าหัวหน้าของฝาแฝดผู้มาทีหลังดาวฤกษ์ที่มีความสว่างมากที่สุดในกลุ่มดาวคนคู่ ดาวพอลลักซ์เป็นดาวยักษ์ซึ่งมีสีส้มมีค่าความสว่างขนาด 1.2 ซึ่งมีความสว่างมากกว่าดาว ดาวคาสเตอร์มาก แต่ดาวคาสเตอร์ ได้เป็นดาวอัลฟา เจมินอรัม เนื่องมาจากการกำหนดที่ดพลาดของโยฮัน ไบเออร์ (Johann Bayer) ซึ่งกำหนดโดยไบเออร์ในปี .. 2146 (.. 1603) ดาวฤกษ์ดวงนี้อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 34 ปีแสง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน .. 2549 (..2006) ได้มีการประกาศว่ามีการค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่รอบ ดาวพอลลักซ์ และเรียกดาวเคราะห์ดวงนั้นว่าพอลลักซ์ b (Pollux b)” จากการคำนวณค่ามวลของดาวคาดว่าขนาดน่าจะไม่น้อยกว่า 2.3 เท่าของดาวพฤหัสบดี และใช้เวลาในการโคจรรอบดาวแม่ประมาณ 590 วัน

 

รูปที่ 13 ขนาดเปรียบเทียบหว่างดาวพอลลักซ์ กับดวงอาทิตย์

 

        ดาวแกมมา เจมินอรัม (Gamma Geminorum) หรือมีชื่อว่าดาวอัลเฮนา (Alhena) ซึ่งเป็นคำที่ได้มาจากภาษาอาหรับว่าอัลฮันอา (Al Han'ah) หมายถึงตราประทับที่คอของอูฐ ในขณะที่ชื่ออื่นคือ อัลเมสัน (Almeisan) มาจากคำในภาษาอาหรับว่า อัล เมสัน (Al Maisan) หมายถึงหนึ่งในประกายดาวอัลฮันอาเป็นหนึ่งในดาวของกลุ่มดาวเรียงเด่นที่ประกอบไปด้วยดาว 4 ดวง ที่เรียงตัวกันเป็นโหนกของอูฐ” 

        ในประเทศจีนเองก็มีประวัติการศึกษาวิชาดาราศาสตร์มายาวนาน และมีกลุ่มดาวเป็นของตัวเองจำนวนมาก และดาวแกมมา เจมินอรัม ก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มดาวเรียงเด่นของชาวจีน ที่เรียกว่า จิงซู (J?ng Su)  หมายถึง ดี กลุ่มดาวเรียงเด่นนี้ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ในกลุ่มดาวคนคู่ 8 ดวง คือ ดาวมิว เจมินอรัม (μ Geminorum), ดาวนิว เจมินอรัม (ν Geminorum), ดาวแกมมา เจมินอรัม (γ Geminorum), ดาวไซ เจมินอรัม (ξ Geminorum), ดาวเอปซิลอน เจมินอรัม (ε Geminorum), ดาว 36 เจมินอรัม (36 Geminorum), ดาวซีตา เจมินอรัม (ζ Geminorum) และดาวแกมมา เจมินอรัม (λ Geminorum) โดยดาวแกมมา เจมินอรัม เป็นที่รู้จักกันในชื่อจิงซูซาน (J?ng Su s?n) ดาวดวงที่สามของกลุ่มดาวดี

        ดาวแกมมา เจมินอรัม เป็นดาวสว่างลำดับที่ 3 ในกลุ่มดาวคนคู่ ซึ่งดาวฤกษ์ดวงนี้สีฟ้าขาว มีค่าความสว่างขนาด 1.9 อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 105 ปีแสง

        ดาวเดลต้า เจมินอรัม (Delta Geminorum) ชื่อดั้งเดิมของดาวชื่อว่า วาแซต (Wasat) มาจากคำภาษาอาหรับว่ามีความหมายว่ากลางดาววาแซตเป็นเป็นระบบดาวสาม ประกอบด้วยดาวคู่แบบสเปกโทรสโคปิค (Spectroscopic binary) ซึ่งดาวหลักเป็นดาวยักษ์เล็กมีสีขาว มีคาบการโคจร 6.1 ปี (2,238.7 วัน) มีค่าความสว่าง 3.5 และดาวรองเป็นดาวแคระสีส้มมีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ มีค่าความสว่าง 8.2 มีคาบการโคจรรอบดาวหลัก 1,200 ปี อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 60.5 ปีแสง ระบบดาวคู่นี้ไม่เห็นสามารถมองด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางช่วยในสังเกต ซึ่งระบบดาวคู่นี้

 

รูปที่ 14 ระบบดดาวคู่เดลต้า เจมินอรัม ในกลุ่มดาวคนคู่

 

        ดาววาแซต ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกด้วย ซึ่งในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ .. 2473 (.. 1930) ไคลด์ ทอมบอ (Clyde Tombaugh) โดยนักดาราศาสตร์อเมริกัน ได้ค้นพบดาวเคราะห์แคระพลูโตอยู่ห่างจากดาววาแซตไปประมาณ 0.5 องศา ไปทางทิศตะวันออก

        ดาวเอปซิลอน เจมินอรัม (Epsilon Geminorum) เป็นระบบดาวคู่เช่นกัน ดาวหลักเป็นดาวยักษ์เล็กสีเหลือง มีขนาดความส่องสว่าง 3.1 อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 900 ปีแสง และดาวรองมีขนาดความส่องสว่าง 9.2 ผู้สังเกตสามารถใช้กล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กทำการสังเกตการณ์ได้

        ดาวซีต้า เจมินอรัม (Zeta Geminorum) เป็นระบบดาวคู่ ดาวหลักเป็นดาวยักษ์เล็กสีเหลือง และดาวดวงนี้ยังเป็นดาวแปรแสงแบบเซเฟอิด ที่มีคาบการแปรแสง 10.2 วัน อีกด้วย ซึ่งมีขนาดความส่องสว่างน้อยที่สุดที่ 4.2 และมีขนาดความส่องสว่างมากที่สุดที่ 3.6 และดาวรองมีขนาดความส่องสว่าง 7.6 อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 1200 ปีแสง ผู้สังเกตสามารถใช้กล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กทำการสังเกตการณ์ได้

        ดาวอีต้า เจมินอรัม (Eta Geminorum) เป็นดาวคู่ที่ประกอบด้วยดาวแปรแสง ดาวหลักเป็นดาวแปรแสงกึ่งสม่ำเสมอประเภทยักษ์แดง มีขนาดราว 50 เท่าของดวงอาทิตย์ ที่มีคาบการแปรแสง 233 วัน มีขนาดความส่องสว่างน้อยที่สุดที่ 3.9 และมีขนาดความส่องสว่างมากที่สุดที่ 3.1 และดาวรองมีขนาดความส่องสว่าง 6 อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 350 ปีแสง มีคาบการโคจร 500 ปี ระบบดาวคู่นี้ต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ จึงจะสามารถสังเกตเห็นได้

        ดาวแคปปา เจมินอรัม (Kappa Geminorum) เป็นดาวคู่ที่อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 143 ปีแสง ดาวหลักเป็นดาวยักษ์สีเหลือง มีขนาดความส่องสว่างที่ 3.6 และดาวรองมีขนาดความส่องสว่าง 8 ระบบดาวคู่นี้ต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ จึงจะสามารถสังเกตเห็นได้

        ดาวนิว เจมินอรัม (Nu Geminorum) เป็นดาวคู่ที่สามารถมองเห็นได้ถ้ากล้องสองตา และกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กได้ ดาวหลักเป็นดาวยักษ์สีน้ำ มีขนาดความส่องสว่างที่ 4.1 และดาวรองมีขนาดความส่องสว่าง 8 อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 500 ปีแสง

 

วัตถุท้องฟ้าในบริเวรกลุ่มดาวคนคู่

        หากต้องการสังเกตกลุ่มดาวคนคู่ ผู้สังเกตการณ์สามารถมองเห็นกลุ่มดาวนี้อยู่ห่างออกไปจากทางช้างเผือก วัตถุท้องฟ้าในกลุ่มดาวนี้ที่ดึงดูดความสนใจนักดูดาวมากที่สุด คือ เนบิวลาเอสกิโม (Eskimo Nebula) เนบิวลาแมงกะพรุน (Medusa Nebula) และ M 35 (Messier object M35) ดาวนิวตรอนเจมินกา (Geminga) เป็นวัตถุท้องฟ้า เนบิวลาเอสกิโม และเนบิวลาแมงกะพรุน ทั้งสองเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ (Planetary Nebulae)

 

 

()                                                             ()

รูปที่ 15 () เนบิวลาเอสกิโม รูปถ่าย NASA/Andrew Fruchter (STScI)

http://www.nasa.gov/multimedia/imagegallery/image_feature_762.html

() เนบิวลาแมงกะพรุน รูปถ่ายโดยเคน ครอฟอร์ด (Ken Crawford)

http://www.imagingdeepsky.com/Nebulae/Medusa/Medusa.htm

 

        วัตถุท้องฟ้าที่น่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบ เนบิวลาเอสกิโมหรือเนบิวลาใบหน้าตัวตลก (Clown Face Nebula) หรือ NGC 2392 เป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ มีค่าความสว่างโดยรวมของเนบิวลา 9.2 อยู่ห่างออกจากโลก 4000 ปีแสง ซึ่งนักดูดาวสมัครเล่นสามารถใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กมองเห็นเนบิวลาเอสกิโมได้ โดยผู้สังเกตจะมองเห็นเนบิวลาเอสกิโมเป็นแผ่นรูปวงรีสีเขียวสีฟ้า และดาวตรงกลางเนบิวลาเอสกิโมมีค่าความสว่าง 10 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับศีรษะของคนสวมชุดคลุมศีรษะ

        นอกจากนี้ยังมีเนบิวลาชื่อ "เอสกิโม" (NGC 2392) เป็นเนบิวลาที่ไกลกว่า คือประมาณ 10,000 ปีแสง ดาวตรงกลางมีความสว่าง 10 หากมีกล้องที่ใหญ่พอจะสังเกตได้ดี โดยเริ่มจากกล้องขนาดเล็ก จับวัตถุสีฟ้าเขียว แล้วใช้กล้องขนาดใหญ่มากสังเกตด้านหน้าของเนบิวลา ดวงตา จมูก และปาก และคอ ที่ดูคล้ายเอสกิโม

        M 35 หรือบัญชีรายชื่อเอ็นจีชีลำดับที่ 2168 (NGC2168) เป็นวัตถุท้องฟ้าประเภทกระจุกดาวเปิดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ภายในกระจุกดาวนี้ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์สว่างเรียบกันเป็นแนวโค้งมากกว่า 200 ดวง กระจายปกคลุมพื้นในท้องฟ้าประมาณ 0.2 ตารางองศา ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับดวงจันทร์เต็ม มีค่าความสว่างปรากฏเท่ากับ 5 ถือว่าเป็นวัตถุท้องฟ้าที่มีค่าความสว่างที่สูงอีกวัตถุหนึ่งที่ตามนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าภายใต้ท้องฟ้ามืดไร้แสงรบกวน และภายใต้ท้องฟ้าที่สว่างสามารถสังเกตเห็นได้จากกล้องส่องสองตาหรือและกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 2,800 ปีแสง เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักดูดาวอีกหนึ่งวัตถุ

        ประวัติการค้นพบ M 35 ถูกค้นพบโดยนักดาราศาสตร์ชาวสวิส ชื่อฟิลิปป์ ลอยส์ เดอ เชโซก (Philippe Loys de Chéseaux) ที่สังเกตเห็นในปี .. 2288 (.. 1745) และจอห์น เบวิส (John Bevis) ได้ค้นพบ M 35  โดยตนเองก่อนที่เขาจะตีพิมพ์สารานุกรมยูแรนอกราฟเฟีย (Uranographia Britannica) ซึ่งทำเสร็จสมบูรณ์ในปี .. 2293 (.. 1750) บางทีหรืออาจจะไม่ใช่ เดอ เชโซก ที่เป็นคนค้นพบวัตถุนี้เป็นคนแรก แต่ในบันทึกบัญชีรายชื่อของ ชาร์ลส์ เมสซิเออ (Charles Messier) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม .. 2307 (.. 1764) ยอมรับว่าเบวิสเป็นผู้ค้นพบ

        บันทึกของเมสซิเออ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม .. 2307 (.. 1764) เป็นกระจุกดาวขนาดเล็กมาก อยู่ใกล้เท้าซ้ายของคาสเตอร์ ห่างจากดาวมิว และดาวอีต้าของกลุ่มดาวคนคู่ไปเล็กน้อย เมสซิเออได้รายงานตำแหน่งของวัตถุนี้ลงในตารางดาวหางในปี .. 2313 (.. 1770)

        ในการค้นหา M35 สามารถทำได้ง่ายมาก โดยผู้สังเกตสามารถเล็งกล้องโทรทรรศน์ไปที่ดาวอีต้า (Eta Geminorum) จะเห็น M35 ปรากฏอยู่ห่างจากดาวอีต้าไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2.5 องศา

        ภายในกลุ่มดาวคนคู่นี้ยังมีกระจุกดาวเปิดอีกกระจุกดาวหนึ่ง ซึ่งบริเวณใกล้เคียงกับ M35 นั้นก็คือ NGC2158 (จากรูปที่ จะเห็นกระจุกดาว NGC2158 อยู่ด้านล่างทางขวามือของ M35) สามารถสังเกตได้จากกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ ภายในกระจุกดาวนี้ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ประมาณ 10,000 ดวง อยู่ห่างจากโลกไปเป็นระยะทาง 12,000 ปีแสง

 

รูปที่ 16 Messier 35 และ NGC 2158 รูปถ่ายโดยแบร์นฮาร์ด ฮับล์ (Bernhard Hubl)

http://www.astrophoton.com/index.html

 

        ในกลุ่มดาวคนคู่ยังมีวัตถุที่นักดาราศาสตร์ให้ความน่าใจ คือ ดาวนิวตรอนเจมินกา ซึ่งถูกค้นพบโดย ดาวเทียมขนาดเล็กที่ส่งไปศึกษาด้านดาราศาสตร์สองดวงของนาซา (องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ) คือดาวเทียม SAS-2 และในเดือนมรนาคม .. 2534 (.. 1991) ดาวเทียมโรเซต (ROSAT) ได้ตรวจพบว่าวัตถุดังกล่าวมีการปล่อยรังสีเอกซ์อ่อน (Soft X-Ray) ออกมาเป็นคาบเวลาที่สม่ำเสมอกัน โดยวัดค่าได้ 0.237 วินาที ดาวนิวตรอนเจมินกา เคยเป็นดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่มาก่อน และเกิดระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวาเมื่อประมาณ 300,000 ปีที่ผ่านมา โดยดาวดวงนี้ห่างจากโลกไปเป็นระยะทางประมาณ 815 ปีแสง

        วัตถุท้องฟ้าอื่น ที่อยู่ในบริเวณกลุ่มดาวคนคู่เช่น NGC 2129, NGC 2266, NGC 2331, NGC 2355, และNGC 2395

 

รูปที่ 17

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ

วันที่ เดือน

เวลา (น.)

เหตุการณ์

1กุมพาพันธ์

19:10

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพุธ 4.78 องศา

2กุมพาพันธ์

23:15

-ดาวอังคารอยู่ใกล้ดาวสไปกา 4.63 องศา

4กุมพาพันธ์

06:30

- ดาวพุธอยู่ที่จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด (ประมาณ 0.31 AU)

7กุมพาพันธ์

02:23

- จันทร์กึ่งแรก

8กุมพาพันธ์

01:15

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอัลดีบาแรน 2.08 องศา

10กุมพาพันธ์

19:30

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดี 8.31 องศา

11กุมพาพันธ์

19:30

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดี 6.23 องศา

12กุมพาพันธ์

12:11

- ดวงจันทร์อยู่ไกลโลกสุดในรอบเดือน (ระยะทาง 406,243 กิโลเมตร)

15กุมพาพันธ์

06:54

- จันทร์เพ็ญ

 

19:20

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเรกูลัส 5.17 องศา

16กุมพาพันธ์

03:16

- ดาวพุธอยู่ที่ตำแหน่งร่วมทิศแนววงใน

19กุมพาพันธ์

00:20

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวสไปกา 1.73 องศา

20กุมพาพันธ์

05:23

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวอังคาร 3.67 องศา

22กุมพาพันธ์

00:05

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเสาร์ 1.67 องศา

23กุมพาพันธ์

05:13

- จันทร์กึ่งหลัง

 

02:09

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวแอนทาเรส 8.05 องศา

26กุมพาพันธ์

13:14

- ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ (เกิดในช่วงลางวัน เวลา 13:14 น.)

 

18:30

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวศุกร์ 2.70 องศา

28กุมพาพันธ์

02:53

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกสุดในรอบเดือน (ระยะทาง 360,435 กิโลเมตร)

 

05:30

- ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพุธ 2.95 องศา

 

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ

        ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 ช่วงหัวค่ำหลังจากดวงอาทิตย์ลับจากขอบฟ้าทางทิศตะวันตก จะสามารถเห็นปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน ซึ่งผู้สังเกตจะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์ (ขึ้น 1 ค่ำ) อยู่ใกล้ดาวศุกร์ประมาณ 4.78  องศา อยู่สูงจากขอบฟ้าทิศตะวันตกประมาณ 14 อาศา ผู้สังเกตจะเริ่มสังเกตปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนได้ตั้งแต่เวลา 18:41 . ไปจนถึงเวลา 19:28 .

 

รูปที่ 18 ดวงจันทร์ในช่วง วันที่ 8 – 12 กุมภาพันธ์

 

        ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 ช่วงเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ลับจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก จะเกิดปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือน ซึ่งผู้สังเกตจะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์ (แรม 11 ค่ำ) อยู่ใกล้กับดาวศุกร์ ประมาณ 3.89 องศา โดยดวงจันทร์จะโผล่พ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออกตั้งแต่เวลา 03:45 . ผู้สังเกตจะเริ่มสังเกตปรากฏการณ์ดาวเคียงเดือนได้ไปจนถึงฟ้าสว่าง

 

รูปที่ 19 ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เคียงเดือน วันที่ 24 – 28  กุมภาพันธ์

 

ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ (Lunar occultation of Venus) ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557

        หลังจากในช่วงต้นปีเราได้ชมปรากฏการณ์การเกิดอุปราคากันมาแล้ว 2 ครั้ง คือปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน ในวันที่ 1 มกราคม และปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน ในวันที่ 15 มกราคม กันมาแล้ว ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่โชคดีสำหรับคนไทยที่จะได้ ชมปรากฏการณ์อุปราคากันอีกครั้ง ในวันที่ 16 พฤษภาคม แต่ในครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ ซึ่งการบังกันในครั้งนี้เกิดจากการเรียงตัวกันของวัตถุ 3 วัตถุในระบบสุริยะคือ ดาวศุกร์ ดวงจันทร์ และโลก ที่เคลื่อนที่มาอยู่ในระนาบเดียวกับผู้สังเกต

        *การบัง (Occultation) เกิดจากการที่วัตถุท้องฟ้าที่ขนาดปรากฏใหญ่เช่นดวงจันทร์และดาวเคราะห์ เคลื่อนมาบังวัตถุท้องฟ้าอื่นที่มีขนาดปรากฏเล็กกว่า ทำให้วัตถุท้องฟ้าที่อยู่เบื้องหลังหายไปบางส่วนหรือทั้งหมด

 

การสังเกตปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์

        สำหรับผู้ที่สนใจชมปรากฏการณ์อุปราคาครั้งนี้จะสามารถสังเกตได้จากทางตะวันตกเฉียงเหนือ ในการเกิดปรากฏการณ์ครั้งนี้ตรงกับวันที่ดวงจันทร์ ขึ้น 2 ค่ำ มีค่าสว่างปรากฏเท่ากับ -6.9 ดวงจันทร์จะปรากฏอยู่ระหว่างกลุ่มดาวมกรกับกลุ่มดาวคนยิงธนู สูงจากขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 37 องศา ขนาดเริ่มเกิดปรากฏการณ์ ดาวศุกร์ค่าสว่างปรากฏเท่ากับ -4.3 ดาวศุกร์จะเริ่มสัมผัสดวงจันทร์ในเวลาประมาณ 18:11 . โดยจะสังเกตเห็นดาวศุกร์ค่อยๆ ลับหายไปด้านหลังของดวงจันทร์ และดาวศุกร์จะเริ่มพ้นออกมาจากดวงจันทร์ในเวลาประมาณ 19:24 . สูงจากขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 22 องศา (คำนวณจากจังหวัดเชียงใหม่) ซึ่งการสังเกตในแต่ละพื้นที่เวลาการเกิดการบังจะเริ่มไม่เท่ากัน และสิ้นสุดไม่เท่ากัน 

        ดาวศุกร์จะเริ่มเข้าทางด้านมืดของดวงจันทร์ และโผล่ออกมาอีกฝั่งหนึ่งของดวงจันทร์ซึ่งเป็นด้านสว่าง ดังรูปที่ 22 และในการสังเกตการณ์ครั้งนี้เนื่องด้วยตอนเกิดสัมผัสแรกในบางพื้นที่อาจจะไม่สามารถสังเกตการณ์ได้ เพราะในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกลับขอบฟ้าจึงยังมีแสงจากดวงอาทิตย์สว่างอยู่ทำให้สังเกตการณ์ยากเล็กน้อย แต่ยังไรก็ตามก็ยังสามารถชมในช่วงที่ดาวศุกร์เคลื่อนออกจากดวงจันทร์ได้ในช่วงเวลาต่อมา และในบางพื้นที่อาจมีเมฆบังและฝนตก โดยปรากฏการณ์การบังกันนี้สามารถสังเกตเห็นได้ทั่วประเทศไทย และหลายประเทศในทวีปเอเชีย และแอฟริกาเหนือ

 

รูปที่ 20 แผนที่แสดงบริเวณที่เกิดการบัง ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557

 

รูปที่ 21 แสดงขนาดดาวศุกร์ที่กำลังออกจากดวงจันทร์

 

ข้อแนะนำ

        เนื่องจากปรากฏการณ์การบังกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางวันสามารถทำการสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ทุกขนาด และต้องใช้ความชำนาญในการสังเกตการณ์ (ห้ามนำกล้องโทรทรรน์หันไปใกล้ดวงทิตย์หรือสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์โดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้ตาบอดได้ทันที)

 

การเกิดปรากฏการ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ครั้งต่อไป

        ถ้าหากท่านได้ที่พลาดการชมปรากฏการ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ครั้งนี้ แล้วต้องรอชมในปีหน้าถึงจะเกิดปรากฏการณ์การ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์อีกครั้ง

 

ตารางนี้คำนวณไว้ล่วงหน้า 26 ปี (.. 2557 – 2583)

  วัน เดือน ปี

  พื้นที่ที่สามารถสังเกตปรากฏการณ์

  26 กุมภาพันธ์ 2557

  สามารถสังเกตได้ทั่วประเทศ

  27 พฤษภาคม 2568

  สามารถสังเกตได้ทั่วประเทศ

  24 มีนาคม 2569

  สามารถสังเกตได้ทั่วประเทศ

  14 กันยายน 2569

  สามารถสังเกตได้ทั่วประเทศ

 

ดาวเคราะห์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557

        สำหรับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้เราสามารถสังเกตเห็นดาวเคราะห์ ได้ทั้งหมด 5 ดวง คือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ซึ่งทั้ง 5 ดวง เราสารมารถทำการสังเกตได้ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

รูปที่ 22 แสดงลักษณะปรากฏของดาวเคราะห์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

 

การสังเกตดาวพุธ

        ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ผู้สังเกตการณ์สามารถทำการสังเกตการณ์ดาวพุธได้จากทางทิศตะวันตกในช่วงวันที่ 1 – 10 และหลังจากนั้นจะไม่สามารถสังเกตเห็นดาวพุธได้เนื่องจากดาวพุธอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มาก และจะสามารถสังเกตเห็นดาวพุธได้อีกครั้งในช่วงระหว่างวันที่ 22 ถึง 28 ในกลุ่มดาวมกร สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพุธช่วงเดือนมกราคมนี้อยู่ที่ระหว่าง 1.74 ถึง 0.9

 

ดาวเคราะห์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557

เวลาขึ้นตก ของดาวพุธในเดือนกุมพาพันธ์ .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพุธขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพุธตก

วันที่ เดือน

วัน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กุมภาพันธ์

เสาร์

07:58

101°

13:48

64°S

19:39

259°

2กุมภาพันธ์

อาทิตย์

07:57

101°

13:47

65°S

19:38

260°

3กุมภาพันธ์

จันทร์

07:54

100°

13:46

65°S

19:37

260°

4กุมภาพันธ์

อังคาร

07:52

100°

13:43

66°S

19:35

261°

5กุมภาพันธ์

พุธ

07:49

99°

13:40

66°S

19:32

261°

6กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

07:45

99°

13:37

66°S

19:29

261°

7กุมภาพันธ์

ศุกร์

07:40

98°

13:33

67°S

19:25

262°

8กุมภาพันธ์

เสาร์

07:35

98°

13:28

67°S

19:20

262°

9กุมภาพันธ์

อาทิตย์

07:30

98°

13:22

67°S

19:14

262°

10กุมภาพันธ์

จันทร์

07:24

98°

13:16

67°S

19:08

262°

11กุมภาพันธ์

อังคาร

07:17

98°

13:09

67°S

19:01

262°

12กุมภาพันธ์

พุธ

07:10

98°

13:02

67°S

18:54

262°

13กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

07:03

98°

12:54

67°S

18:46

262°

14กุมภาพันธ์

ศุกร์

06:55

99°

12:46

67°S

18:37

261°

15กุมภาพันธ์

เสาร์

06:47

99°

12:38

66°S

18:29

261°

16กุมภาพันธ์

อาทิตย์

06:39

99°

12:30

66°S

18:20

261°

17กุมภาพันธ์

จันทร์

06:31

100°

12:21

65°S

18:11

260°

18กุมภาพันธ์

อังคาร

06:24

100°

12:13

65°S

18:03

260°

19กุมภาพันธ์

พุธ

06:16

100°

12:05

65°S

17:55

259°

20กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

06:09

101°

11:58

64°S

17:47

259°

21กุมภาพันธ์

ศุกร์

06:02

101°

11:50

64°S

17:39

258°

22กุมภาพันธ์

เสาร์

05:55

102°

11:44

63°S

17:32

258°

23กุมภาพันธ์

อาทิตย์

05:49

102°

11:37

63°S

17:25

258°

24กุมภาพันธ์

จันทร์

05:44

103°

11:31

63°S

17:19

257°

25กุมภาพันธ์

อังคาร

05:38

103°

11:26

62°S

17:13

257°

26กุมภาพันธ์

พุธ

05:34

103°

11:21

62°S

17:08

257°

27กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

05:29

103°

11:16

62°S

17:03

256°

28กุมภาพันธ์

ศุกร์

05:25

104°

11:12

62°S

16:59

256°

 

การสังเกตดาวศุกร์

        สำหรับการสังเกตการณ์ดาวศุกร์ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ เราสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ในช่วงเช้ามืดซึ่งดาวศุกร์จะเริ่มขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก (สามารถสังเกตดาวศุกร์ขึ้นจากขอบฟ้าตามเวลาในตารางด้านล่าง) โดยดาวศุกร์จะปรากฏอยู่ในบริเวณกลุ่มดาวคนยิงธนู และผู้สังเกตยังจะได้เห็นดาวศุกร์อยู่ภายในบริเวณทางช้างเผือกในช่วงเช้ามืด โดยในช่วงเวลาดังกล่าวดาวศุกร์จะมีค่าความสว่างปรากฏอยู่ที่ระหว่าง – 4.28 ถึง – 4.21

 

เวลาขึ้นตก ของดาวศุกร์ในเดือนกุมพาพันธ์ .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวศุกร์ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวศุกร์ตก

วันที่ เดือน

วัน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กุมภาพันธ์

เสาร์

04:51

106°

10:35

59°S

16:19

254°

2กุมภาพันธ์

อาทิตย์

04:47

106°

10:31

59°S

16:15

254°

3กุมภาพันธ์

จันทร์

04:43

106°

10:27

59°S

16:12

254°

4กุมภาพันธ์

อังคาร

04:40

106°

10:24

59°S

16:08

254°

5กุมภาพันธ์

พุธ

04:37

106°

10:21

59°S

16:05

254°

6กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

04:33

106°

10:18

59°S

16:02

254°

7กุมภาพันธ์

ศุกร์

04:30

106°

10:15

59°S

15:59

253°

8กุมภาพันธ์

เสาร์

04:28

107°

10:12

59°S

15:56

253°

9กุมภาพันธ์

อาทิตย์

04:25

107°

10:09

59°S

15:53

253°

10กุมภาพันธ์

จันทร์

04:22

107°

10:06

59°S

15:50

253°

11กุมภาพันธ์

อังคาร

04:20

107°

10:04

59°S

15:48

253°

12กุมภาพันธ์

พุธ

04:18

107°

10:02

59°S

15:46

253°

13กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

04:15

107°

09:59

59°S

15:43

253°

14กุมภาพันธ์

ศุกร์

04:13

107°

09:57

59°S

15:41

253°

15กุมภาพันธ์

เสาร์

04:11

107°

09:55

59°S

15:39

253°

16 กุมภาพันธ์

อาทิตย์

04:10

107°

09:54

59°S

15:37

253°

17กุมภาพันธ์

จันทร์

04:08

107°

09:52

59°S

15:36

253°

18กุมภาพันธ์

อังคาร

04:06

107°

09:50

58°S

15:34

253°

19กุมภาพันธ์

พุธ

04:05

107°

09:49

58°S

15:32

253°

20กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

04:03

107°

09:47

58°S

15:31

253°

21กุมภาพันธ์

ศุกร์

04:02

107°

09:46

58°S

15:30

253°

22กุมภาพันธ์

เสาร์

04:01

107°

09:45

58°S

15:28

253°

23กุมภาพันธ์

อาทิตย์

04:00

107°

09:43

58°S

15:27

253°

24กุมภาพันธ์

จันทร์

03:58

107°

09:42

58°S

15:26

253°

25กุมภาพันธ์

อังคาร

03:57

107°

09:41

58°S

15:25

253°

26กุมภาพันธ์

พุธ

03:56

107°

09:40

58°S

15:24

253°

27กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

03:56

107°

09:39

58°S

15:23

253°

28กุมภาพันธ์

ศุกร์

03:55

107°

09:39

58°S

15:23

253°

 

 

การสังเกตดาวอังคาร

        ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ผู้สังเกตจะสามารถมองเห็นดาวอังคารได้ โดยดาวอังคารจะเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาในเวลา 23:12 . พร้อมกับกลุ่มดาวหญิงสาว และถ้าหากผู้สังเกตมองดาวอังคารผ่านกล้องโทรทรรศน์กลางจะสามารถมองเห็นขั้วน้ำแข็งบนดาวอังคารได้ และสำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวอังคารในช่วงเดือนมกราคมนี้อยู่ที่ระหว่าง 0.41 ถึง - 0.25

 

เวลาขึ้นตก ของดาวอังคารในเดือนกุมพาพันธ์ .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวอังคารขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวอังคารตก

วันที่ เดือน

วัน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กุมภาพันธ์

เสาร์

23:12

97°

05:09

68°S

11:04

263°

2 กุมภาพันธ์

อาทิตย์

23:09

97°

05:06

68°S

11:01

263°

3 กุมภาพันธ์

จันทร์

23:06

97°

05:03

68°S

10:58

263°

4 กุมภาพันธ์

อังคาร

23:03

97°

05:00

68°S

10:55

263°

5 กุมภาพันธ์

พุธ

23:00

97°

04:57

68°S

10:52

263°

6 กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

22:58

97°

04:54

68°S

10:48

263°

7 กุมภาพันธ์

ศุกร์

22:55

97°

04:51

68°S

10:45

263°

8 กุมภาพันธ์

เสาร์

22:52

97°

04:48

68°S

10:42

263°

9 กุมภาพันธ์

อาทิตย์

22:49

97°

04:45

68°S

10:39

263°

10 กุมภาพันธ์

จันทร์

22:45

98°

04:42

68°S

10:36

263°

11 กุมภาพันธ์

อังคาร

22:42

98°

04:39

68°S

10:33

262°

12 กุมภาพันธ์

พุธ

22:39

98°

04:36

68°S

10:29

262°

13 กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

22:36

98°

04:33

67°S

10:26

262°

14 กุมภาพันธ์

ศุกร์

22:33

98°

04:29

67°S

10:23

262°

15 กุมภาพันธ์

เสาร์

22:29

98°

04:26

67°S

10:19

262°

16 กุมภาพันธ์

อาทิตย์

22:26

98°

04:23

67°S

10:16

262°

17 กุมภาพันธ์

จันทร์

22:23

98°

04:19

67°S

10:13

262°

18 กุมภาพันธ์

อังคาร

22:19

98°

04:16

67°S

10:09

262°

19 กุมภาพันธ์

พุธ

22:16

98°

04:13

67°S

10:06

262°

20 กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

22:13

98°

04:09

67°S

10:02

262°

21 กุมภาพันธ์

ศุกร์

22:09

98°

04:06

67°S

09:59

262°

22 กุมภาพันธ์

เสาร์

22:05

98°

04:02

67°S

09:55

262°

23 กุมภาพันธ์

อาทิตย์

22:02

98°

03:58

67°S

09:51

262°

24 กุมภาพันธ์

จันทร์

21:58

98°

03:55

67°S

09:48

262°

25 กุมภาพันธ์

อังคาร

21:55

98°

03:51

67°S

09:44

262°

26 กุมภาพันธ์

พุธ

21:51

98°

03:47

67°S

09:40

262°

27 กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

21:47

98°

03:44

67°S

09:36

262°

28 กุมภาพันธ์

ศุกร์

21:43

98°

03:40

67°S

09:33

262°

 

 

การสังเกตดาวพฤหัสบดี

        สำหรับการสังเกตดาวพฤหัสบดีราชาแห่งดาวเคราะห์ในเดือนมกราคมนี้ผู้สังเกตจะสามารถสังเกตดาวพฤหัสบดีปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกพร้อมกับกลุ่มดาววัว ในช่วงเวลาประมาณ 16:02 สามารถมองดาวพฤหัสบดีไปจนถึงเช้ามืด สำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงเดือนมกราคมนี้อยู่ที่ระหว่าง – 2.17 ถึง – 2.01

 

เวลาขึ้นตก ของดาวพฤหัสบดีในเดือนกุมพาพันธ์ .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวพฤหัสบดีขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวพฤหัสบดีตก

วันที่ เดือน

วัน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กุมภาพันธ์

เสาร์

16:02

66°

22:30

82°N

05:02

294°

2กุมภาพันธ์

อาทิตย์

15:58

66°

22:26

82°N

04:58

294°

3กุมภาพันธ์

จันทร์

15:54

66°

22:21

82°N

04:53

294°

4กุมภาพันธ์

อังคาร

15:49

66°

22:17

82°N

04:49

294°

5กุมภาพันธ์

พุธ

15:45

66°

22:13

82°N

04:45

294°

6กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

15:41

66°

22:08

82°N

04:40

294°

7กุมภาพันธ์

ศุกร์

15:36

66°

22:04

82°N

04:36

294°

8กุมภาพันธ์

เสาร์

15:32

66°

22:00

82°N

04:32

294°

9กุมภาพันธ์

อาทิตย์

15:28

66°

21:55

82°N

04:27

294°

10กุมภาพันธ์

จันทร์

15:23

66°

21:51

82°N

04:23

294°

11กุมภาพันธ์

อังคาร

15:19

66°

21:47

82°N

04:19

294°

12กุมภาพันธ์

พุธ

15:15

66°

21:43

82°N

04:15

294°

13กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

15:11

66°

21:38

82°N

04:10

294°

14กุมภาพันธ์

ศุกร์

15:06

66°

21:34

82°N

04:06

294°

15กุมภาพันธ์

เสาร์

15:02

66°

21:30

82°N

04:02

294°

16กุมภาพันธ์

อาทิตย์

14:58

66°

21:26

82°N

03:58

294°

17กุมภาพันธ์

จันทร์

14:54

66°

21:22

82°N

03:54

294°

18กุมภาพันธ์

อังคาร

14:50

66°

21:17

82°N

03:49

294°

19กุมภาพันธ์

พุธ

14:45

66°

21:13

82°N

03:45

294°

20กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

14:41

66°

21:09

82°N

03:41

294°

21กุมภาพันธ์

ศุกร์

14:37

66°

21:05

82°N

03:37

294°

22กุมภาพันธ์

เสาร์

14:33

66°

21:01

82°N

03:33

294°

23 กุมภาพันธ์

อาทิตย์

14:29

66°

20:57

82°N

03:29

294°

24กุมภาพันธ์

จันทร์

14:25

66°

20:53

82°N

03:25

294°

25กุมภาพันธ์

อังคาร

14:21

66°

20:49

82°N

03:21

294°

26กุมภาพันธ์

พุธ

14:17

66°

20:45

82°N

03:17

294°

27กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

14:13

66°

20:41

82°N

03:13

294°

28กุมภาพันธ์

ศุกร์

14:09

66°

20:37

82°N

03:09

294°

 

การสังเกตดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี

        การสังเกตดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตำแหน่งของดวงจันทร์จะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งในแต่ละคืนอาจเกิดปรากฏการณ์บนดาวพฤหัสบดี เช่น อุปราคาบนดาวพฤหัสบดี เกิดจากเงาของดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเอง เมื่อผู้สังเกตดูปรากฏการณ์นี้ผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นเป็นจุดสีดำบนดาวพฤหัสบดี

 

รูปที่ 23 แสดงตำแหน่งดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์

 

การสังเกตดาวเสาร์

        การสังเกตดาวเสาร์ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ผู้สังเกตสามารถสังเกตได้ โดยดาวเสาร์จะเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าออกมาในเวลา 01:19 . พร้อมกับกลุ่มดาวคันชั่ง และสามารถสังเกตดาวเสาร์ไปจนถึงช่วงเช้ามืด และสำหรับค่าความสว่างปรากฏของดาวพฤหัสบดีช่วงเดือนมกราคมนี้อยู่ที่ระหว่าง 0.71 ถึง 0.63

 

เวลาขึ้นตก ของดาวเสาร์ในเดือนกุมพาพันธ์ .. 2557

เวลา ตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ : ละติจูด 1345.0 เหนือ ลองจิจูด 10031.0 ตะวันออก

(กรุงเทพมหานคร)

 

ดาวเสาร์ขึ้น

ผ่านเส้นเมริเดียน

ดาวเสาร์ตก

วันที่ เดือน

วัน

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

เวลา

มุมทิศ

1กุมภาพันธ์

เสาร์

01:19

107°

07:03

59°S

12:46

253°

2กุมภาพันธ์

อาทิตย์

01:15

107°

06:59

59°S

12:42

253°

3กุมภาพันธ์

จันทร์

01:11

107°

06:55

59°S

12:39

253°

4กุมภาพันธ์

อังคาร

01:08

107°

06:51

59°S

12:35

253°

5กุมภาพันธ์

พุธ

01:04

107°

06:48

59°S

12:31

253°

6กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

01:00

107°

06:44

59°S

12:27

253°

7กุมภาพันธ์

ศุกร์

00:56

107°

06:40

59°S

12:24

253°

8กุมภาพันธ์

เสาร์

00:53

107°

06:36

59°S

12:20

253°

9กุมภาพันธ์

อาทิตย์

00:49

107°

06:32

59°S

12:16

253°

10กุมภาพันธ์

จันทร์

00:45

107°

06:29

59°S

12:12

253°

11กุมภาพันธ์

อังคาร

00:41

107°

06:25

59°S

12:08

253°

12กุมภาพันธ์

พุธ

00:38

107°

06:21

59°S

12:05

253°

13กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

00:34

107°

06:17

59°S

12:01

253°

14กุมภาพันธ์

ศุกร์

00:30

107°

06:13

59°S

11:57

253°

15กุมภาพันธ์

เสาร์

00:26

107°

06:10

59°S

11:53

253°

16กุมภาพันธ์

อาทิตย์

00:22

107°

06:06

59°S

11:49

253°

17กุมภาพันธ์

จันทร์

00:18

107°

06:02

59°S

11:46

253°

18กุมภาพันธ์

อังคาร

00:15

107°

05:58

59°S

11:42

253°

19กุมภาพันธ์

พุธ

00:11

107°

05:54

59°S

11:38

253°

20กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

00:07

107°

05:50

59°S

11:34

253°

21กุมภาพันธ์

ศุกร์

00:03

107°

05:47

59°S

11:30

253°

22กุมภาพันธ์

 

23:59

107°

-

-

-

-

23กุมภาพันธ์

เสาร์

23:55

107°

05:43

59°S

11:26

253°

24กุมภาพันธ์

อาทิตย์

23:52

107°

05:39

59°S

11:22

253°

25กุมภาพันธ์

จันทร์

23:48

107°

05:35

59°S

11:19

253°

26กุมภาพันธ์

อังคาร

23:44

107°

05:31

59°S

11:15

253°

27กุมภาพันธ์

พุธ

23:40

107°

05:27

59°S

11:11

253°

28กุมภาพันธ์

พฤหัสบดี

23:36

107°

05:23

59°S

11:07

253°

1กุมภาพันธ์

ศุกร์

23:32

107°

05:19

59°S

11:03

253°

 

 

ความสุขของคนดูดาว คือ การที่ได้เฝ้ามองท้องฟ้าอันสวยงาม

 

กรกมล ศรีบุญเรือง

นักวิชาการ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

Additional information